วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งในค่ำคืนที่ลืมไป

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกัลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน

...

หล่อนนั่งพิมพ์ประโยคเดียวซ้ำๆอยู่หลายรอบ
พิมพ์จนรู้สึกว่าอิ่มตัวดีแล้วจึงกระแทกฟอนท์ใหญ่ๆใส่จอ
ความรู้สึกหนักๆกระแทกใส่ตัวเองเต็มที่
ขณะที่เพลงลืมไปไม่รักกันของนูโว
ที่คราวนี้บาดใจด้วยน้ำเสียงของโบสุนิตานั้น
...เล่นวนซ้ำไปซ้ำมา...
ภาพในหัวของหล่อนก็ยังฉายซ้ำไปซ้ำมา
เหมือนคนโรคจิต
...ที่ตั้ง repete ช็อตเดียวซ้ำๆ...

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

หล่อนเริ่มพิมพ์ประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง
รอยยิ้มที่บอกไม่ถูกว่าเป็นความขมขื่นหรือเป็นความรื่นรมย์กันแน่ฉายอยู่ที่ริมฝีปาก
ดวงตาฉายแวววิบวับ
หล่อนเองยังไม่แน่ใจตัวเองว่าอยู่ในอารมณ์ใด
นิ้วมือเริ่มรัวบนคีย์บอร์ดอีกครั้ง

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ไม่รักกัน
ไม่รักกัน
ไม่รักกัน

ลืมไปว่าไม่รักกัน




ลืมไป
ลืม ลืม ลืม ลืม ลืม ลืม ลืม
ลืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน
...
ลืมไปจริงๆ
...

"โธ่เว้ย!"

หล่อนลุกพรวดจากเก้าอี้
เดินไปจุดบุหรี่ที่มุมห้อง
ภายนอกนั้นมืดแล้ว
หนาว

...ฉันรู้ในคำสัญญา...
...ฉันขอเพียงเวลาบ้าง...

อัดควันเข้าปอดก่อนจะพ่นยาวสู่อากาศภายนอก
สายลมแผ่วผิวปะทะใบหน้า
บาดไปถึงใจ
หนาว

...รู้แล้วว่าเราเลิกกัน...
...รู้แล้วว่าเป็นเพียงเพื่อน...

หล่อนจุดบุหรี่ขึ้นอีกมวน

...คล้ายๆว่ายังเลอะเลือนอยู่ในฝัน...

อัดควันเข้าปอด
ผ่อนลมหายใจเนิบช้า
ก่อนจะค่อยๆปล่อยให้มันละลายไปกับอากาศ
พร้อมๆกับที่หัวใจที่อยากจะละลายหายไปด้วย
และหล่อนก็กลับมานั่งลงตรงที่เดิม
และเริ่มต้นพิมพ์ประโยคเดิมซ้ำๆอีกครั้ง

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ลืมไปไม่รักกัน

ดังว่าจะตอกย้ำให้จำลึกลงในใจ

...

กับคนบางคน
กับบางความรู้สึก
การอยู่กับมันนานๆ
แม้มันจะยิ่งเจ็บปวด
แต่ก็แปลก
ที่มันคล้ายกับยาเสพย์ติด
หากนี่คือการเสพย์ติดความรู้สึกอันปวดปร่า
กับการอยู่กับความรู้สึกช้ำๆ ครุ่นคิดถึงคนบางคนซ้ำๆ
รู้ทั้งรู้ว่ามันเจ็บ แต่กลับเต็มใจให้หัวใจอาบความเจ็บนั้นอย่างเปรมปรีดิ์
เหมือนลมหนาวที่บาดผิว
...หนาว แต่ก็ยังยืนให้มันบาดอยู่อย่างนั้น
ก็ยังนั่งให้มันเหงาอยู่อย่างนั้น
ลืมไปไม่รักกัน
คนบางคนยอมให้ตัวเองเจ็บช้ำอยู่กับบางสิ่ง
เพียงเพื่อจะค้นพบว่ายิ่งนานวันก็ยิ่งเคยคุ้นกับสิ่งนั้น
เคยคุ้น ...และชาชิน
ชาชิน ...และเลิกไม่ได้ในที่สุด
ยอม ...ให้ตัวเองเป็นเพียงใบไม้แห้งที่รอวันปลิดขั้วลงจากต้น
เพียงใบไม้ที่ไม่มีประโยชน์อันใดนอกจากอยู่เพื่อชื่นชมความงามของลำต้น
ลำต้นที่ยืนอยู่อย่างแข็งแกร่งและไม่สะเทือนหากจะมีใบไม้สักใบที่หายไป

...

...แต่มันลืมไป
แต่มันเผลอไป...
***ขอบคุณเพลง ลืมไปไม่รักกัน สำหรับแรงบันดาลใจ***
เขียนไว้เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2550

2 ความคิดเห็น:

zeejay กล่าวว่า...

เป็นกำลังใจให้นะ พยายามต่อไปแล้วทุกสิ่งที่หวังไว้ขอให้ได้เป็นจริง

phornphannee_k@hotmail.com กล่าวว่า...

อย่างน้อยเราก็ได้เพื่อนใหม่เพิ่มมาอีกคน ก็ยังดีกว่าไม่เหลืออะไรเลยไม่ใช่หรอ บางทีการเป็นเพื่อน(สำหรับบางคน)อาจจะดีกว่าคนรัก เพราะอย่างน้อยมิตรภาพมันก็ยาวนานกว่า มันอาจจะเจ็บก็ต้องทน แล้วสักวันเราจะเข้มแข็งขึ้น เวลาจะช่วยเราเอง