วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
เพียง-หรือ-แค่-มายา
เป็นคืนที่ไม่มีอะไรพิเศษ
ยังคงวุ่นวายและสับสนเหมือนทุกๆคืนที่เป็นมา
หล่อนไม่รู้ว่าพ้นจากคืนนี้
ความวุ่นวายสับสนนั้นจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงกันแน่
อันที่จริง หล่อนยังไม่รู้อะไรแน่ชัด
ก้าวย่างผ่านเข้าไปในผับแห่งหนึ่งในคืนนั้น
รอบกายคล้ายดังมายาภาพ
สดใส จัดจ้าน เปี่ยมไปด้วยอารมณ์
หล่อนยังไม่รู้แน่ชัดว่าค่ำคืนนี้หล่อนตกอยู่ในภาวะอารมณ์ใด
ยังคงเป็นการเดินไปในกลุ่มหมอกควัน
เมื่อหล่อนเดินฝ่าเข้าไปในฝูงชน
เสียงดนตรีเร้าอารมรณ์
สะโพกส่ายร้อนเร่า มืดสลัวเจือด้วยแสงสีจัด
หล่อนยิ้ม เป็นเพียงยิ้มอ่อนระบายบนใบหน้า
แววตาหล่อนคล้ายระริก
บางทีอาจเป็นเพียงเปลวระริกจากแสงไฟใช่แววตา
หรืออาจเป็นแรงปรารถนาในก้นบึ้ง
หล่อนยังไม่รู้อะไรแน่ชัด
คราวแรก
หล่อนคิดจะทิ้งเรื่องราวและปัญหาใดใดที่รบกวนจิตใจไว้เบื้องหลัง
หล่อนประสบความสำเร็จดังหมายมาด
พริ้วไหวไปกับดนตรี
สบสายตากับชายหนุ่ม
ยั่วเย้า ยิ้มเยือน
เพียงคนแปลกหน้าในคืนนี้ หล่อนคิด
เราต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน
คนแปลกหน้าที่บังเอิญแนบชิด
แลกลมหายใจ
โอบไหล่
ยักย้ายในจังหวะเดียวกัน
ดนตรียังคงบรรเลงต่อไป
บทรักลวงๆยังคงบรรเลงคลอไป
ใกล้ ห่าง ใกล้ ห่าง ใกล้ แนบ ชิด ห่าง ใกล้ ชิด
สาวเท้า ยักไหล่ ยิ้มยั่ว เย้ายวน สนุกเสนาะ กระหวัด เคล้าคลอ
หากเพียงเพลงเศร้าแผ่ว ...ดัง
โดยไม่รู้ตัว น้ำตาไหลลงมาเป็นทาง
กะพริบตาถี่
หากคราวนี้ไม่อาจไล่หยดน้ำเค็มปร่าไปได้
หล่อนละจากคู่รักชั่วคราวเพื่อปาดน้ำตา
ยิ้มขื่นๆให้ตัวเอง
ดนตรีจังหวะแรงเร่งเร้าขึ้นอีกครั้ง
หล่อนไม่ลังเลเมื่อมือนั้นยื่นมาตรงหน้า
ฉุดให้ลุกขึ้นแล้วสาวเท้าแนบชิดกันอีกครั้ง
[ลืม-ไป-(ไม่)-ให้-หมด]
ริมฝีปากสัมผัสกันแผ่วเบา
คล้ายจะดึงให้ลืมเลือนทุกสิ่ง
ดนตรีหยุดลง
ค่ำคืนกลับสว่างแสบไสว
มือนั้นยังจับไว้ไม่ปล่อย
แววตาคล้ายตัดพ้อ
หล่อนยิ้มขำ
เราต่างเป็นแค่คนแปลกหน้าของกันและกัน
เมื่อค่ำคืนจบลง ความฝันก็จบตาม
...ถึงเวลากลับไปสู่ความจริงแล้ว...
ริมฝีปากบดรุนแรงคล้ายดึงดัน
ก่อนที่จะคลายออกอย่างจำนนต่อเรื่องราวที่ไม่มีวันเป็นจริง
สาวเท้าออกจากผับนั้น
นาทีต่อไปจะเป็นเช่นไร
หล่อนยังไม่รู้แน่ชัด
...
เขียนไว้เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2550
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
Jealous
โกรธ
เกลียด
...
ช่างเป็นความรู้สึกที่ทิ่มแทงนัก
...
ช่างน่ารังเกียจที่กำลังริษยาผู้หญิงในภาพ
ผู้หญิงที่กำหัวใจของคนที่หล่อนรักไว้ทั้งดวง
...
ช่างเป็นความรู้สึกที่ทิ่มแทงนัก
...
ความรู้สึกพ่ายแพ้ ...ความพ่ายแพ้ที่จะคงอยู่ตลอดไป
แม้ว่าผู้หญิงในภาพจะตายหรือจะอยู่ ...ก็ไม่ทำให้เขาเลิกรักเธอ ...และไม่ทำให้เขาหันกลับมารักหล่อน
อิจฉา
หล่อนเชิดหน้ายอมรับว่าหล่อนริษยาเธอยิ่งนัก
แต่หล่อนก็มีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่ลดค่าของตัวหล่อนด้วยการเป็นมิตรกับเธอ
เกลียด
หล่อนเกลียดเธอเข้ากระดูก
ความรู้สึกนี้ไหลพล่านไปทั่วร่าง มันฉีดเข้าไปในใจ ระบายเข้าออกจากทวารทั้งห้า
เกลียดจนร้อนไปหมดทั้งตัว
สักวันหล่อนคงอกแตกตายเพราะความรู้สึกนี้
ขณะที่ผู้หญิงในภาพไม่ได้ร่วมรับรู้กับความร้อนระอุนี้เลยแม้เพียงนิด
แม่คุณกำลังเผยอยิ้มและมีความสุขราวกับเจ้าหญิงน้อยๆ
เจ้าหญิงน้อยๆผู้แสนดีและเปรมปรีดิ์ไปด้วยความสุข
ความสุขที่หล่อนไม่เคยได้รับ ...ไม่เคยเลย
หล่อนเกลียดเธอนัก
...
ช่างเป็นความรู้สึกที่ทิ่มแทง
...
หล่อนอยากจะแทงเธอให้ตาย
อยากให้เธอสูญสลายไปจากโลกใบนี้
โลกใบที่มีเขาอยู่
...
ทิ่มแทง
ช่างเป็นความรู้สึกที่ทิ่มแทงจริงๆ
สุดท้ายมีเพียงความพ่ายแพ้ที่เหลือไว้
เหลือไว้สำหรับผู้หญิงที่มีจิตริษยาอย่างหล่อน...
ถึงกระนั้น หล่อนจะยังคงเชิดหน้ารับความพ่ายแพ้นั้น
อย่างผู้พ่ายแพ้ที่ไม่ต้องการยอมแพ้
หล่อนจะอ้าแขนรับความพ่ายแพ้นั้นไว้
แต่จะไม่ให้มันเล็ดรอดเข้าสู่หัวใจของหล่อนเด็ดขาด
จะไม่หวั่นไหว
ไม่อ่อนแอ
ไม่แสนดี
เพราะหล่อนไม่ใช่เจ้าหญิงน้อย
หล่อนไม่ใช่เธอ
และจะไม่มีวันเป็น
...
แม้ว่านั่นอาจเป็นหนทางเดียว
หนทางเดียวที่จะทำให้เขาหันกลับมารักหล่อนก็ตาม
วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
ความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งในค่ำคืนที่ลืมไป
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกัลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกันลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
...
หล่อนนั่งพิมพ์ประโยคเดียวซ้ำๆอยู่หลายรอบ
พิมพ์จนรู้สึกว่าอิ่มตัวดีแล้วจึงกระแทกฟอนท์ใหญ่ๆใส่จอ
ความรู้สึกหนักๆกระแทกใส่ตัวเองเต็มที่
ขณะที่เพลงลืมไปไม่รักกันของนูโว
ที่คราวนี้บาดใจด้วยน้ำเสียงของโบสุนิตานั้น
...เล่นวนซ้ำไปซ้ำมา...
ภาพในหัวของหล่อนก็ยังฉายซ้ำไปซ้ำมา
เหมือนคนโรคจิต
...ที่ตั้ง repete ช็อตเดียวซ้ำๆ...
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
หล่อนเริ่มพิมพ์ประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง
รอยยิ้มที่บอกไม่ถูกว่าเป็นความขมขื่นหรือเป็นความรื่นรมย์กันแน่ฉายอยู่ที่ริมฝีปาก
ดวงตาฉายแวววิบวับ
หล่อนเองยังไม่แน่ใจตัวเองว่าอยู่ในอารมณ์ใด
นิ้วมือเริ่มรัวบนคีย์บอร์ดอีกครั้ง
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ไม่รักกัน
ไม่รักกัน
ไม่รักกัน
ลืมไปว่าไม่รักกัน
ลืมไป
ลืม ลืม ลืม ลืม ลืม ลืม ลืม
ลืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
"โธ่เว้ย!"
หล่อนลุกพรวดจากเก้าอี้
เดินไปจุดบุหรี่ที่มุมห้อง
ภายนอกนั้นมืดแล้ว
หนาว
...ฉันรู้ในคำสัญญา...
...ฉันขอเพียงเวลาบ้าง...
อัดควันเข้าปอดก่อนจะพ่นยาวสู่อากาศภายนอก
สายลมแผ่วผิวปะทะใบหน้า
บาดไปถึงใจ
หนาว
...รู้แล้วว่าเราเลิกกัน...
...รู้แล้วว่าเป็นเพียงเพื่อน...
หล่อนจุดบุหรี่ขึ้นอีกมวน
...คล้ายๆว่ายังเลอะเลือนอยู่ในฝัน...
อัดควันเข้าปอด
ผ่อนลมหายใจเนิบช้า
ก่อนจะค่อยๆปล่อยให้มันละลายไปกับอากาศ
พร้อมๆกับที่หัวใจที่อยากจะละลายหายไปด้วย
และหล่อนก็กลับมานั่งลงตรงที่เดิม
และเริ่มต้นพิมพ์ประโยคเดิมซ้ำๆอีกครั้ง
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ลืมไปไม่รักกัน
ดังว่าจะตอกย้ำให้จำลึกลงในใจ
...
กับคนบางคน
กับบางความรู้สึก
การอยู่กับมันนานๆ
แม้มันจะยิ่งเจ็บปวด
แต่ก็แปลก
ที่มันคล้ายกับยาเสพย์ติด
หากนี่คือการเสพย์ติดความรู้สึกอันปวดปร่า
กับการอยู่กับความรู้สึกช้ำๆ ครุ่นคิดถึงคนบางคนซ้ำๆ
รู้ทั้งรู้ว่ามันเจ็บ แต่กลับเต็มใจให้หัวใจอาบความเจ็บนั้นอย่างเปรมปรีดิ์
เหมือนลมหนาวที่บาดผิว
...หนาว แต่ก็ยังยืนให้มันบาดอยู่อย่างนั้น
ก็ยังนั่งให้มันเหงาอยู่อย่างนั้น
ลืมไปไม่รักกัน
คนบางคนยอมให้ตัวเองเจ็บช้ำอยู่กับบางสิ่ง
เพียงเพื่อจะค้นพบว่ายิ่งนานวันก็ยิ่งเคยคุ้นกับสิ่งนั้น
เคยคุ้น ...และชาชิน
ชาชิน ...และเลิกไม่ได้ในที่สุด
ยอม ...ให้ตัวเองเป็นเพียงใบไม้แห้งที่รอวันปลิดขั้วลงจากต้น
เพียงใบไม้ที่ไม่มีประโยชน์อันใดนอกจากอยู่เพื่อชื่นชมความงามของลำต้น
ลำต้นที่ยืนอยู่อย่างแข็งแกร่งและไม่สะเทือนหากจะมีใบไม้สักใบที่หายไป
...
...แต่มันลืมไป
แต่มันเผลอไป...
One Night Partner
เริ่มต้นที่ค่ำคืนหนึ่ง
ต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
ต่างเขยื้อนเยื้อนกายเข้าหากัน
ต่างบรรเลงบทสนทนาต่อกัน
ต่างบรรเลงบทรักลวงให้กัน
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
"ดีใจที่ได้พบคุณนะครับ"
"เช่นกันค่ะ"
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ละครฉากหนึ่งกำลังดำเนินไป
ท่ามกลางแสงสีในโลกจัดจ้าน
สคริปต์ที่ถูกเขียนขึ้นอย่างสดๆร้อนๆ
ท่ามกลางความมืดในค่ำคืนที่ไม่มีใครรับรู้
เขาและเธอต่างไม่รู้สึกตัวว่าต่างกลายเป็นนักแสดง
.
.
.
กลายเป็นใครอีกคน
.
.
.
...ใคร...
.
.
.
.
.
.
.
ริมฝีปาก
กลิ่นกาย
จูบ
สัมผัส
กอดรัด
ซุกไซ้
อึดอัด
ใจเต้นรัว
ลมหายใจถี่
.
.
.
หากในวินาทีนั้น
ต่อไปถึงวินาทีต่อไป
พลัน
คืนสู่ความว่างเปล่า
.
.
.
...ว่าง...
.
.
.
...เปล่า...
.
.
.
.
.
.
.
.
เดียวดาย
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
จบลงในค่ำคืนหนึ่งนั้น
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
แด่คนรักคืนเดียวของมนุษย์ทุกผู้
บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินอันเวิ้งว้างและเหงาจับจิตใบนี้
.
.
.
เพลงโจ๊ะๆ ชีวิตโจ๊ะๆ กับผู้หญิงโก๊ะๆคนหนึ่ง
หล่อนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวที่ 2 นับจากหน้าสุดด้านซ้ายของรถเมลครีมน้ำเงินที่กำลังวิ่งท่ามกลางสายฝนของฤดูที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามันฤดูอะไรกันแน่
ภาพด้านหน้าพร่ามัวไปด้วยหยดน้ำที่เกาะตามกระจกรถ บวกกับสายตาสั้น 125 ของหล่อนเข้าไปก็ยิ่งขมุกขมัวจนน่ารำคาญ เหตุที่มันน่ารำคาญก็เพราะมันกึ่งชัดกึ่งมัว เห็นหน้าของคนที่นั่งข้างหลังได้อย่างถนัดถนี่ แต่ถ้าเป็นหน้าของคนที่นั่งถัดไปอีก 2 เก้าอี้จะเริ่มมัวนิดๆ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาอันน่าหงุดหงิดใจ หล่อนจึงหยิบแว่นสายตาที่ใส่คราใด ก็คล้ายจะกลายร่างเป็น 'หญิงคราวป้า' ไปทุกครั้งขึ้นมาสวม
หล่อนอายุ 20 ต้นๆ ซึ่งเป็นวัยที่ทั้งกระจ่างและสับสนในตัวเองในประเด็นที่ว่า จะเลือกที่จะทำสิ่งที่มีความสุขแต่ไม่มีเงิน หรือจะเลือกทำงานเพื่อเงินแต่ไม่มีความสุข หล่อนเองก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังทั้งกระจ่างและสับสนในประเด็นที่ว่าอยู่เหมือนกัน แต่นาทีที่หล่อนนั่งอยู่ริมหน้าต่างให้ฝนสาดหน้าเล่นๆนี้ไม่ใช่เวลาจะมานั่งครุ่นคิดถึงประเด็นดังกล่าว เพราะตอนนี้หล่อนกำลังเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกอันว่างเปล่าอยู่
เมื่อ 2 ชม.ที่แล้ว หล่อนเพิ่งหย่อนก้นลงนั่งและจุดบุหรี่สูบอยู่ในตรอกรามบุตรี ที่นั่งประจันหน้ากับหล่อนนั้นคือหญิงสาวโฉมสะคราญซึ่งเป็นเพื่อนรักของหล่อนเอง ทั้งคู่ซัดพิซซ่าลันตาเข้าไปคนละ 4 ชิ้น โค้กคนละ 1 แก้ว และน้ำเปล่าอีกคนละ 1 แก้ว หล่อนทั้งอิ่มและมีความสุข ในขณะที่ทั้งทุกข์และว่างเปล่าไปในเวลาเดียวกัน
แยกจากเพื่อน หล่อนโบกรถเมลที่จอดรับหล่อนอย่างทันควัน บางทีอาจจะสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่เปียกฝนเอาในเวลาตะวันตกดินแล้วเช่นนี้ ขณะที่อากาศนั้นหนาวเนื้อดีนัก
หล่อนนั่งคิดและทอดสายตามองอะไรเรื่อยเปื่อยมาตลอดทาง อีกไม่นานหล่อนก็จะถึงบ้านแล้ว หากขณะนี้รถเมลนั้นจอดติดไฟแดงอยู่ที่สามแยกบางโพ หล่อนนั่งมองไฟแดงเพลินก็ได้ยินเสียงเคาะกระจกดังมาจากด้านซ้าย เมื่อหันไปมองก็พบกับวัยรุ่นชาย 2 คนยืนอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะริมฟุตบาท คะเนอายุด้วยสายตาไม่น่าจะเกิน 19 ปี คนหนึ่งกำลังถือหูโทรศัพท์และพูดคุยอย่างเรียบเฉย ขณะที่อีกคนนั้นจ้องมองมาที่หล่อนและยักคิ้วให้
หล่อนนึกขันและยักคิ้วกลับไปบ้าง ก่อนจะละความสนใจและหันสายตากลับมาจ้องมองไฟแดงตามเดิม หากเสียงเคาะกระจกนั้นดังขึ้นในทันที หล่อนหันกลับไปมองอีกครั้งและพบว่าหนุ่มที่ยักคิ้วให้หล่อนกำลังทำท่าทีขอเบอร์โทรศัพท์
หล่อนยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ขณะที่บรรจงถอดแว่นตาออกเพื่อประสานสายตากับเขาชัดๆ หล่อนส่ายหัวและโบกมือบ๊ายบายหนุ่มน้อยนั้นอย่างร่าเริง ขณะที่รถค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าพาให้หล่อนกับเขาแยกจากกันในที่สุด
สายฝนตกแรงขึ้นและใบหน้าของหล่อนก็เปียกไปเป็นแถบ แต่หล่อนหาใส่ใจไม่ นาทีนี้หล่อนกำลังนึกขันกับฉากสั้นๆในชีวิตที่เพิ่งจบลงไป หล่อนรู้ดีว่าไม่เกินเดือนนี้หล่อนก็คงลืมมันไปหมดสิ้น หากเพียงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นช่างมีค่านัก
นาทีนี้ ความรู้สึกของหล่อนไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป
ปฏิสัมพันธ์เล็กๆบนโลกทำให้เกิดเรื่องมหัศจรรย์ได้มากมาย หนุ่มน้อยรุ่นน้องคนนั้นไม่รู้หรอกว่า เขาได้ช่วยให้ผู้หญิงคนหนึ่งรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบนโลกที่มีต่อชีวิตของหล่อน
หล่อนเช็ดกระจกแว่นด้วยชายเสื้อ ก่อนจะค่อยๆสวมมันอีกครั้งและก้าวลงจากรถเมล
ฉันเพิ่งค้นพบว่าเพลง Selective Memory ของ We are Scientists เป็นเพลงที่มีความหมายชวนให้เจ็บที่ใจจี๊ดๆ เหมือนเวลาถูกมีดกรีดแล้วบีบน้ำมะนาวตามลงไป ...เมื่อหยิบมาฟังในวันและเวลาที่น่าเบื่อหน่าย ชีวิตก็ดูจะมีสีสันแบบแสบๆมากขึ้นอีกนิด ...มากพอให้ยิ้มรับความจี๊ดที่ใจและเดินโยกหัวไปบนถนนบนโลกใบนี้ได้อย่างไม่ต้องแคร์สายตาใครทั้งนั้น
เขียนไว้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550
แด่เขา ... ผู้เป็นดังแสงสว่างในชีวิตของหล่อน
วันคืนที่เคยนั่งซุกอยู่ลำพัง ณ ริมระเบียงตึกสูง มองออกไปเบื้องนอกมีเพียงแสงไฟจากรถบนทางด่วนที่เปล่งประกายท้าราตรีอยู่ในทุกค่ำคืน ทั่วทั้งห้องนั้นมืดสนิท คล้ายจงใจให้ความมืดดำของรัตติกาลกลืนกินสิ้นทุกสิ่ง ...หล่อนไม่แยแสความสว่างใดใด ...คล้ายต้องการซ่อนกายจากความมีอยู่ของตัวตน หากแม้หยุดลมหายใจได้ ...หล่อนจะทำอย่างไม่ลังเล
- - - "ผมจะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว" - - -
นาทีที่เขาเอื้อนเอ่ยประโยคสั้นๆ เขาจะรู้สึกเหมือนหล่อนมั้ยนะ ว่าแสงดาวแสงจันทร์ภายนอกพร้อมใจกันดับลง สุรเสียงใดใดคล้ายเลือนหายไปจากโลก ทุกอย่างที่ปรากฎชัดแจ้งเห็นจะมีเพียงประกายในแววตาขุ่นมัวของเขาและเสียงลมหายใจรวยรินของหล่อน ความนิ่งของเขานั้นทำให้เลือดในกายหล่อนนั้นดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง ...เขามองหล่อนนิ่งชั่ววินาทีก่อนจะค่อยๆหันหลังและเดินออกจากห้องไป
หล่อนปล่อยให้เขาไปอย่างนั้น ปราศจากการฉุดรั้งและคำอ้อนวอนใด แม้หล่อนไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันนี้ หากหล่อนไม่แปลกใจที่มันเกิดขึ้น ...บางทีหล่อนอาจจะรู้แก่ใจลึกๆมาตั้งแต่ครั้งแรกที่หล่อนพบเขาแล้วว่าสักวันมันต้องจบลง
ความรักคล้ายไม่มีอยู่จริง แต่นาทีที่หล่อนเดินไปปิดประตูที่เขาเปิดค้างไว้ขณะที่เงาของเขาค่อยๆเลือนหายไปจากชีวิตของหล่อน หล่อนยิ้มให้กับแสงไฟภายในห้องก่อนจะเดินไปปิดสวิตซ์และดับมันลงเสีย
1 ปีพอดิบพอดีที่หล่อนใช้ชีวิตในความมืด ไม่ใช่เพราะความเศร้าที่ทำให้หล่อนตัดสินใจจมร่างกายตนเองไว้ในความเงียบ หากเป็นความพอใจที่จะอยู่อย่างเดียวดายและเงียบงันต่างหาก
ภายนอกนั้นสว่างเกินไป เมื่อเขาเลือกที่จะเปิดประตูและเดินไปสู่แสงสว่างอันพร่างพรายนั้น หล่อนยินดีที่จะเป็นฝ่ายเดินไปปิดประตูและใช้ชีวิตในความมืด ...จนถึงนาทีที่เขากลับมาอีกครั้ง
ถูกแล้ว... เขากลับมาอีกครั้ง
กลับมาพร้อมกับอ้อมกอดอบอุ่นนั่น โดยไม่บอกกล่าวถ้อยคำใดว่าเหตุใดจึงกลับมา แต่นั่นไม่สำคัญเท่าเขาปิดประตูทันที่ที่แสงสว่างแวบเข้ามาในห้อง ปิดในทันทีจนหล่อนแทบไม่รู้สึกว่าเขาได้ก้าวเข้ามา
หล่อนผู้คิดว่าวันชื่นคืนโศกนั้นได้ผ่านไปแล้วจึงไม่ลังเลสักนิดเมื่อเขาทาบทับริมฝีปากอุ่นลงบนกลีบปากของหล่อนที่เผยอแย้มอย่างเชื้อเชิญ ...ไม่ลังเลสักนิดเมื่อเขาตวัดรัดร่างหล่อนเข้าไปกอดแนบ ...และเขาไม่รู้ตัวสักนิดว่าหล่อนค่อยๆคลายวงแขนและดันตัวเขาให้ชิดระเบียงช้าๆ จ้องลึกลงไปในดวงตาอย่างแสนรัก ดังว่าจำให้ตรึงลงในใจ ...ก่อนที่จะผลักเขาให้ตกจากระเบียงห้อง ...ตกลงไปสู่แสงสว่างที่ชุบแววตาของเขาให้แววแวมเหมือนกับวันแรกที่เขาก้าวเข้ามา
เมื่อวันชื่นคืนโศกนั้นได้ผ่านไปแล้ว หล่อนจึงไม่ปรารถนาให้ความรู้สึกเช่นนั้นกลับมาเยี่ยมเยือนย่างกรายเข้ามาในห้องของหล่อนอีก หล่อนไม่ต้องการความปรารถนาดีของเขาที่หมายจะจุดไฟให้ชีวิตหล่อน ในเมื่อหล่อนเป็นสุขกับสิ่งที่หล่อนเป็น
...หล่อนจึงไม่ลังเลสักนิดที่จะผลักเขาให้ตกจากระเบียงห้องเพื่อที่หล่อนจะเสพย์สุขกับความมืดภายในห้องต่อไป...
ภาพร่างของเขาที่ลอยละลิ่วจากความมืด ก่อนจะแหลกสลายอยู่ในที่สว่างทำให้หล่อนเป็นสุขจนต้องกรีดเสียงหัวเราะออกมา หล่อนหัวเราะเสียงใสอย่างเด็กสาววัยแรกรุ่นที่เพิ่งรู้จักความรัก รอยยิ้มละไมระบายอยู่บนใบหน้า ขณะที่ความมืดของผืนฟ้านั้นแผ่รับร่างของเขาสู่ปรโลก และนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่หล่อนมอบให้เขา ...ผู้เป็นดั่งแสงสว่างในชีวิตของหล่อน
เขียนไว้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2550
ความในใจ
แต่ละที่ก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป
คาแรกเตอร์ก็ต่างกันไปตามลักษณะสังคมในเวบบลอคนั้นๆ
คาแรกเตอร์ต่างกันเพื่อแสดงความเป็นตัวตนในแบบต่างๆ?
เปล่า...ไม่ใช่เลย
งั้นเพื่ออะไรล่ะ?
พอมานั่งคิดดีๆ ก็พอจะรำลึกความรู้สึกแรกๆตอนที่สมัครเวบบลอคแต่ละที่ได้ว่า อยากเขียนเพื่อเขียนในแบบที่ตัวเองเป็น แต่พอเขียนไปเขียนมากลับเริ่มอิงกระแสไปตามชาวบ้านเขา เห็นสไตล์และลักษณะของคนในเวบบลอคนั้นๆแล้วเริ่มมีการปรับตัวตาม
นี่แหละนะ เค้าถึงบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม
ปัญหาของฉันคือตอนแรกฉันไม่เคยคิดอยากมีสังคม ฉันเพียงแค่อยากเขียนอยู่เงียบๆคนเดียว แต่พอมีคนอ่านมากเข้า มีคนมาคอมเมนต์มากเข้า ฉันกลับเริ่มแคร์สิ่งเหล่านี้ ...เริ่มกลายเป็นสัตว์สังคม พอเป็นสัตว์มากๆเข้า ความตั้งใจแรกที่อยากจะเขียนก็ค่อยๆหายไป เริ่มกลายเป็นดารา เริ่มเขียนเอาใจตลาด เริ่มเข้าสู่ระบบ marketing มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่สิ่งที่เขียนไปก็ไม่เคยทำเงินให้เราสักบาท
ไอ้ที่กลายเป็นสัตว์ก็เพราะเริ่มอยากจะได้สักบาทนี่แหละ
กว่าจะรู้สึกตัวก็เสียเวลาไปโข ความเป็นสัตว์กินเข้าไปครึ่งตัว กลัวจะฉุดตัวเองไม่อยู่เลยต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม
พอกันที
...
สวัสดี blogspot
ฉันจะเขียนในแบบที่ตัวเองอยากเขียนจริงๆซะทีละนะ
แล้วถ้าทีนี้จะมีใครมาอ่าน หรือมาคอมเมนต์
ฉันจะขอบคุณและรับคำติชมนั้นไว้ด้วยใจ
แต่ฉันจะไม่ยอมสูญเสียความเป็นตัวเองอีกแล้ว
ฝากตัวด้วยนะจ๊ะ
candy