วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

เพลงโจ๊ะๆ ชีวิตโจ๊ะๆ กับผู้หญิงโก๊ะๆคนหนึ่ง

หล่อนนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวที่ 2 นับจากหน้าสุดด้านซ้ายของรถเมลครีมน้ำเงินที่กำลังวิ่งท่ามกลางสายฝนของฤดูที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามันฤดูอะไรกันแน่


ภาพด้านหน้าพร่ามัวไปด้วยหยดน้ำที่เกาะตามกระจกรถ บวกกับสายตาสั้น 125 ของหล่อนเข้าไปก็ยิ่งขมุกขมัวจนน่ารำคาญ เหตุที่มันน่ารำคาญก็เพราะมันกึ่งชัดกึ่งมัว เห็นหน้าของคนที่นั่งข้างหลังได้อย่างถนัดถนี่ แต่ถ้าเป็นหน้าของคนที่นั่งถัดไปอีก 2 เก้าอี้จะเริ่มมัวนิดๆ ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาอันน่าหงุดหงิดใจ หล่อนจึงหยิบแว่นสายตาที่ใส่คราใด ก็คล้ายจะกลายร่างเป็น 'หญิงคราวป้า' ไปทุกครั้งขึ้นมาสวม


หล่อนอายุ 20 ต้นๆ ซึ่งเป็นวัยที่ทั้งกระจ่างและสับสนในตัวเองในประเด็นที่ว่า จะเลือกที่จะทำสิ่งที่มีความสุขแต่ไม่มีเงิน หรือจะเลือกทำงานเพื่อเงินแต่ไม่มีความสุข หล่อนเองก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังทั้งกระจ่างและสับสนในประเด็นที่ว่าอยู่เหมือนกัน แต่นาทีที่หล่อนนั่งอยู่ริมหน้าต่างให้ฝนสาดหน้าเล่นๆนี้ไม่ใช่เวลาจะมานั่งครุ่นคิดถึงประเด็นดังกล่าว เพราะตอนนี้หล่อนกำลังเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกอันว่างเปล่าอยู่


เมื่อ 2 ชม.ที่แล้ว หล่อนเพิ่งหย่อนก้นลงนั่งและจุดบุหรี่สูบอยู่ในตรอกรามบุตรี ที่นั่งประจันหน้ากับหล่อนนั้นคือหญิงสาวโฉมสะคราญซึ่งเป็นเพื่อนรักของหล่อนเอง ทั้งคู่ซัดพิซซ่าลันตาเข้าไปคนละ 4 ชิ้น โค้กคนละ 1 แก้ว และน้ำเปล่าอีกคนละ 1 แก้ว หล่อนทั้งอิ่มและมีความสุข ในขณะที่ทั้งทุกข์และว่างเปล่าไปในเวลาเดียวกัน


แยกจากเพื่อน หล่อนโบกรถเมลที่จอดรับหล่อนอย่างทันควัน บางทีอาจจะสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกันที่เปียกฝนเอาในเวลาตะวันตกดินแล้วเช่นนี้ ขณะที่อากาศนั้นหนาวเนื้อดีนัก


หล่อนนั่งคิดและทอดสายตามองอะไรเรื่อยเปื่อยมาตลอดทาง อีกไม่นานหล่อนก็จะถึงบ้านแล้ว หากขณะนี้รถเมลนั้นจอดติดไฟแดงอยู่ที่สามแยกบางโพ หล่อนนั่งมองไฟแดงเพลินก็ได้ยินเสียงเคาะกระจกดังมาจากด้านซ้าย เมื่อหันไปมองก็พบกับวัยรุ่นชาย 2 คนยืนอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะริมฟุตบาท คะเนอายุด้วยสายตาไม่น่าจะเกิน 19 ปี คนหนึ่งกำลังถือหูโทรศัพท์และพูดคุยอย่างเรียบเฉย ขณะที่อีกคนนั้นจ้องมองมาที่หล่อนและยักคิ้วให้


หล่อนนึกขันและยักคิ้วกลับไปบ้าง ก่อนจะละความสนใจและหันสายตากลับมาจ้องมองไฟแดงตามเดิม หากเสียงเคาะกระจกนั้นดังขึ้นในทันที หล่อนหันกลับไปมองอีกครั้งและพบว่าหนุ่มที่ยักคิ้วให้หล่อนกำลังทำท่าทีขอเบอร์โทรศัพท์


หล่อนยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ขณะที่บรรจงถอดแว่นตาออกเพื่อประสานสายตากับเขาชัดๆ หล่อนส่ายหัวและโบกมือบ๊ายบายหนุ่มน้อยนั้นอย่างร่าเริง ขณะที่รถค่อยๆเคลื่อนไปข้างหน้าพาให้หล่อนกับเขาแยกจากกันในที่สุด


สายฝนตกแรงขึ้นและใบหน้าของหล่อนก็เปียกไปเป็นแถบ แต่หล่อนหาใส่ใจไม่ นาทีนี้หล่อนกำลังนึกขันกับฉากสั้นๆในชีวิตที่เพิ่งจบลงไป หล่อนรู้ดีว่าไม่เกินเดือนนี้หล่อนก็คงลืมมันไปหมดสิ้น หากเพียงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นช่างมีค่านัก


นาทีนี้ ความรู้สึกของหล่อนไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป


ปฏิสัมพันธ์เล็กๆบนโลกทำให้เกิดเรื่องมหัศจรรย์ได้มากมาย หนุ่มน้อยรุ่นน้องคนนั้นไม่รู้หรอกว่า เขาได้ช่วยให้ผู้หญิงคนหนึ่งรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบนโลกที่มีต่อชีวิตของหล่อน


หล่อนเช็ดกระจกแว่นด้วยชายเสื้อ ก่อนจะค่อยๆสวมมันอีกครั้งและก้าวลงจากรถเมล



ฉันเพิ่งค้นพบว่าเพลง Selective Memory ของ We are Scientists เป็นเพลงที่มีความหมายชวนให้เจ็บที่ใจจี๊ดๆ เหมือนเวลาถูกมีดกรีดแล้วบีบน้ำมะนาวตามลงไป ...เมื่อหยิบมาฟังในวันและเวลาที่น่าเบื่อหน่าย ชีวิตก็ดูจะมีสีสันแบบแสบๆมากขึ้นอีกนิด ...มากพอให้ยิ้มรับความจี๊ดที่ใจและเดินโยกหัวไปบนถนนบนโลกใบนี้ได้อย่างไม่ต้องแคร์สายตาใครทั้งนั้น

เขียนไว้เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550

ไม่มีความคิดเห็น: