วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อยากให้คุณหน้าแมว

Wednesday, June 8, 2011


ฉันกำเชือกไว้ในมือและมองไปข้างหน้า

ภาพที่เห็นคือสะพานแขวนซึ่งแกว่งแรงขึ้นทุกย่างก้าว ปลายสะพานอยู่ที่ไหนไม่ปรากฏ

หมอกขาวขุ่นเข้มอบอวล ไร้กลิ่นอันตราย ไร้ความรู้สึกเป็นมิตร

เชือกนี้ถูกส่งมาจากอีกฟากฝั่งซึ่งเป็นที่ไหนฉันเองก็ไม่รู้

อันที่จริงแล้ว ... ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

ฉันมองลงไปเบื้องล่างและมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากสีขาว

ฉันมองกลับหลังและพบว่าเชือกที่กำอยู่นี้หายไปกับหมอกขาวเช่นเดียวกับทางข้างหน้า

มันคือตรงกลาง ฉันรู้สึกมึนงง

ซ้ายหรือขวา? หน้าหรือหลัง?

ทางไหนดี?

ฉันปล่อยมือจากเชือกและนั่งลงกับพื้นสะพาน

เชือกสั่นน้อยๆเมื่อถูกปลดปล่อยจากการเกาะกุม...



Tuesday, June 28, 2011 10.20 am


เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาทั้งที่นาฬิกายังไม่ได้ปลุก

เมื่อคืน ฉันหลับไปพร้อมกับความรู้สึกชิงชัง เช้านี้จึงตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกย่ำแย่

ฉันเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่วางอยู่ข้างหมอน ตัวเลขบนหน้าจอบอกว่ามันเพิ่ง 7 โมงเช้า

ทั้งที่ยังคงงัวเงียและยังลืมตาไม่เต็มที่ ฉันเช็ค notification ใน Facebook

มี note tag มาจากเพื่อนคนหนึ่ง

อ่านแค่ประโยคแรก ฉันก็เริ่มรู้สึกไม่ดี


มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่ฉันเคยรู้สึกราว 4 ปีก่อน ในวันที่ฉันกับเขาต่างนั่งอยู่ปลายสายของโทรศัพท์

ตอนนั้น ฉันพยายาม remind ให้เขานึกย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านั้น เขาเคยมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้ยังไง

"ผมเป็นคนความจำสั้น ผมจำไม่ได้แล้ว"

บทสนทนายาวนานกินเวลาเป็นชั่วโมง แต่ในที่สุดเขาก็จำได้

น้ำเสียงเขาสดใสขึ้น เขาบอกว่า เขาจะพยายามทำให้ได้


การมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและมีความหวังมันไม่ใช่เรื่องยาก

ปัญหาคือมันถูกทำลายลงอย่างง่ายดายเกินไปนิด

แต่มันพังได้ฉันใด เราก็สร้างใหม่ได้ฉันนั้น

และไม่มีใครในโลกนี้สามารถทำให้เรามีความสุขได้ ความสุขมันเกิดมาจากในใจเราเอง

ทุกสิ่งภายนอกเป็นเพียงองค์ประกอบ


... ... ...


แล้วหลังจากนั้นอีกเป็นปี

หลังจากที่ฉันไม่ได้ข่าวคราวจากเขาเลย

ฉันก็มีโอกาสได้อ่านงานเขียนชิ้นหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว

แน่นอน เขาเป็นคนเขียน


หลังจากนั้นเราได้คุยกันอีกครั้ง

เรื่องราวมากมายพรั่งพรูออกมาราวทำนบเขื่อนมลาย

เขาทำร้ายตัวเองอีกแล้ว

บาดแผลเริ่มสมานตัว

แต่มันทิ้งรอยลึกไว้ที่เขา

รอยนั้นมันอาจจางไป แต่มันไม่มีวันหายไป


... ... ...


ผมนั่งดูรูปในกล้อง

ในกล้องมีรูปแม่กำลังยิ้มอยู่

ในกล้องมีแมว

ผมมองรูปแมวที่บ้าน

แล้วรู้สึกว่าพวกมันช่างน่ารักเหลือเกิน


... ... ...


แล้วเขาก็รู้สึกขึ้นมาว่าเขาจะหายไปไหนไม่ได้

จะทอดทิ้งตัวเอง ทอดทิ้งทุกคนและทุกสิ่งที่มีค่ากับชีวิตเขาไม่ได้

หลังจากวิ่งอย่างไร้ทิศมานาน

เขาจะกลับไป


... ... ...


นี่เป็น 1 ในหลายครั้งที่เขาดูเหมือนจะ recovery ตัวเองสำเร็จ

Tuesday, June 28, 2011 12.17 pm

เพลง ตัดสินใจ เวอร์ชั่น B5 ดังก้องอยู่ในหูฟังทั้งสองข้าง

http://www.youtube.com/watch?v=YeX8HSXqz4Y

ฉันนั่งแปลงานอยู่ที่ออฟฟิศ สลับหน้าจอบางครั้งมาที่ Write a Note ใน FB

พลางครุ่นคิดว่าจะเขียนอะไรต่อดี


"ฉันปล่อยมือจากเชือกและนั่งลงกับพื้นสะพาน

เชือกสั่นน้อยๆเมื่อถูกปลดปล่อยจากการเกาะกุม..."


ฉันคิดว่า หมอกบนสะพานนั้นไม่มีอยู่จริง

สะพานนั้นก็ไม่มีอยู่จริง

มันเหมือนเป็นการจำลองสภาวะเพ้อเจ้อฟุ้งซ่านของคนมากมาย

สิ่งที่เราต้องทำคือ กระชากตัวเองกลับมา



อย่าเก็บไว้

ขอให้เธออย่าเก็บไว้

มันจะทำร้ายเธอ

มันจะทำร้าย...

และในครั้งนี้ โปรดตัดสินใจ...


... ... ...


ฉันยังแปลงานไม่เสร็จ

ถึงเวลาที่ควรกลับไปทำต่อเสียที


-*-


และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาทำให้ฉันเป็นห่วง

ได้แต่หวังว่าเขาจะเปิดโหมด recovery แล้วเยียวยาตัวเองเสียที

แม้ว่ามันอาจเกิดขึ้นอีกซ้ำๆ แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตัวเองแหลกสลายไป


... ... ...


แมวน่ารักนะ

อย่าลืมซะล่ะ


... ... ...


คุณเองก็เป็นแมว

เวลาคุณยิ้ม หน้าคุณเหมือนแมว

เวลาคุณเศร้า หน้าคุณเหมือนคนเศร้า

ชั้นว่า ...หน้าแมวน่ารักกว่านะ

หรือคุณคิดว่าไง?


วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Evanescent

เธอดับเทียน



... ... ...




มันเป็นคืนเดือนมืด
เบื้องล่างเป็นทะเลมืดดำ
เราสองคนนอนกุมมือกันอยู่ริมระเบียงสูง
บนฟ้ามีดวงดาวมีไม่กี่ดวง
จมูกได้กลิ่นทะเล
สัมผัสแผ่วลมพริ้ว

เราจูบกันในคืนเดือนมืด
เป็นจูบแรกและจูบสุดท้าย
เป็นการบอกรักและการบอกลา




... ... ...




เทียนหอมก้อนกลมถูกวางลงในมือ
เขาสบตาเธอ
เธอยิ้มให้เขา



เขาบอกให้เธอจุดเทียนนี้ในค่ำคืนที่เธอเหงา
พร้อมกับเปิดเพลงเบา และรินไวน์แดงที่เขากำนัลให้
ไวน์แดงรสแรงลิ้น ...ดังละเลียดรักร้อน



ตกลง
หากความเหงาจางหายไปเมื่อเปลวไฟอุบัติขึ้น ฉันจะทำ




... ... ...




เธอจุดเทียนหอมก้อนกลมนั้น
ในค่ำคืนที่ปราศจากความเหงา
ปราศจากความเศร้า
และปราศจากความรัก



เงาจากเปลวเพลิงน้อยสะท้อนเงาของหญิงสาวในห้องแดง
กลิ่นกุหลาบกำจาย
เธอรินไวน์แดงแล้วดื่มให้กับราตรีในคืนดาวดับ



... ... ...



มันเป็นจูบแรกและจูบสุดท้าย
จูบเพื่อบอกรักและจูบเพื่อบอกลา



... ... ...



ไวน์แดงหลอมละลายเลือดริมระเบียง
เศษแก้วร้าวพราวระยับดุจเพลิงดาว
คลื่นยังคงซัดสาดแรง
พัดพาให้ร่างของเขาหายไปไกลลิบลับ



... ... ...



เธอดับเทียน

เงาขวานสิ้นเงาไม้



ใช่เพียงใบเขียวเขียวที่ปลิดปลิว

ใช่เพียงสายลมพริ้วพริ้วพาดผ่าน

หากเป็นเงาวาววับจับด้ามขวา

ที่รุกรานวิญญาณแห่งเนื้อไม


หวิวหวิวสายลมครวญคราง

ผาดผิวเสียงธารทางหวนไห้

สิ้นแล้วป่าดงพงไพร

สายฝนหลั่งไหลใกล้ดิน


ชะดินดำอุ่นฝุ่นเปื้อน

พัดผ่านเข้าเคลื่อนทั้งหิน

เมื่อป่าหมดสิ้นจากดิน

น้ำป่าไหลรินลงเมือง


... ... ...



เขียนไว้ ณ thaipoem.com

4 ตุลาคม 2547

Love me tender

Love me tender
Love me sweet
Never let me go
You have made my life complete
and I love you so...



เขาร้องเพลงคลอไปกับเสียงของเอลวิส ขณะที่ลูบผมฉันแผ่วเบา
เสียงของเขาไม่ทุ้มนุ่มอย่างเจ้าของเพลง แต่นาทีนี้ฉันรู้สึกสบายหู
ฉันพาดหัวบนตักเขา หลับตา สัมผัสสายลมอ่อนที่พัดเข้ามา



เรานั่งอยู่ที่นอกชาน เบื้องหน้าเป็นคลองบางกอกน้อย
เป็นเวลาหัวค่ำแล้วในหน้าร้อน ยามนี้เงียบสงบปราศเสียงจากเรือหางยาวหรือเรือโดยสาร
เขาดูมีความสุข ฉันเองก็มีความสุข
เขาลูบตัวฉันแผ่วเบา ฉันหลับตาพริ้ม รู้สึกพร้อมจะหลับในอีกสองสามนาทีนี้
หากเขาตบตัวฉันเบาๆเป็นทำนองว่าจะลุกขึ้น
ฉันยืดตัวขึ้นแล้วเอนกายลงกับพื้นไม้ทันทีที่เขาลุกไป



-----------------------------------------------------

ข้างๆเครื่องเล่นแผ่นเสียงยังมีกรอบรูปโลหะสีเงินที่ดูไม่ใหม่นัก
อันที่จริงแล้ว มันค่อนข้างเก่าทีเดียว
รูปภาพข้างในเป็นภาพขาวดำ

-----------------------------------------------------

เพลง Love me tender ยังคงเล่นไปอย่างต่อเนื่อง
ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าเดินไปเดินมาในบ้าน
เขาคงจะทำนั่นทำนี่อย่างที่เขาเคยทำประจำละมั้ง
บางทีอาจกำลังไปสวดมนต์ที่ห้องพระ แล้วก็คงออกมาหาฉัน
ก่อนจะเดินไปปิดไฟให้บ้านไม้ชายคลองหลังเล็กนี้กลืนหายไปกับราตรีกาล
"ไป ไปนอนได้แล้ว เข้าบ้านเถอะ"
นั่นไง จริงด้วย
ฉันค่อยๆลืมตาอย่างเกียจคร้าน แล้วลุกเดินตามเขาเข้าห้องไป

-----------------------------------------------------

ไฟทั้งบ้านดับลงแล้ว
ยามนี้มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องกระทบกรอบรูปโลหะ
หญิงสาวในรูปกำลังแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน
คงเป็นอีก 1 คืนที่คนและแมวคงจะหลับฝันดี



*ขอบคุณ Elvis Presley และเพลง Love me tender สำหรับแรงบันดาลใจในการเขียนงานชิ้นเล็กๆชิ้นนี้

A cup of tea

ท้องฟ้าสีส้มจาง

ใบไม้สีส้มซีดแกว่งไกวเกลื่อนกลาด

ปลิดปลิวปลดขั้วจากลำต้นหล่นลงสู่เบื้องล่าง

ถนนในหมู่บ้านราวกับถนนแห่งเมืองร้าง




อากาศแห้งและเย็น

ไม่มีใครออกมาจากบ้านเลย

ยกเว้นชายชรา




เขานั่งนิ่งหน้าตาเฉยชาอยู่บนม้านั่งในสวน

ภายในบ้านของเขาไม่มีใคร

ใบไม้หล่นเกลื่อนกลาดเต็มลานบ้าน

ชายชรายังคงนั่งอยู่อย่างนั้น




เย็นย่ำก็มายืนอยู่กลางสะพาน

จวบจนค่ำคืนมืดมิดเข้าโอบกอด




บึงนั้นเงียบงัน

ดวงดาวห่างหายไปจากฟากฟ้า

สะพานหินแข็งและเย็น

ไม่มีใครไปที่นั่น

ยกเว้นชายชรา




ฉันเป็นเพียงคนรับจ้างทำความสะอาด

ปัดกวาดหยากไย่ ล้างถ้วยจานชาม

ซักผ้า ถูพื้น

และกวาดใบไม้




ฉันรู้จักชายชรามานานปี

ไม่มีสิ่งใดที่ฉันช่วยเหลือเขาได้นอกจากการทำความสะอาด




ฉันจึงปัดกวาด และชงชาร้อนๆวางไว้บนโต๊ะ

ก่อนจะออกจากบ้านไป

อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ที่ฉันมาเยือนบ้านของชายชรา

กวาดใบไม้สีส้มจาง

ชงชาร้อนๆ

แต่กว่าเขาจะกลับมา











...




ชานั้นก็เย็นชืดลงเสียแล้ว

ซ่อนแอบ

หนึ่ง






สอง







สาม








สี่










ห้า











หก












จะหันไปแล้วนะ














อย่าเพิ่งหันมานะ ยังนับไม่ถึงสิบเลย















เจ็ด















แอบรึยัง



















นับต่อไปซี้ จะถามทำไมเนี่ย





















แปด























เก้า

























เก้าแล้วนะ























...


























เก้าครึ่ง






















...






















จะหันไปแล้วนะ แอบให้ดีนะ























... ... ...














ฉันซ่อนตัวอยู่หลังหินก้อนใหญ่
จากตรงนี้ ฉันมองเห็นเธอที่ค่อยๆหันมาจากต้นไผ่
เธอมีสีหน้ามุ่งมั่นว่าจะหาฉันให้ได้
ฉันอมยิ้มแล้วย่อตัวลงกับพื้น
ขดตัวให้เล็กที่สุด สูดลมหายใจอย่างแผ่วเบา





อยู่ไหนๆ เธอแอบอยู่ที่ไหน





ฉันใจเต้นตึกตัก
เธอจะหาฉันพบไหมหนอ
ชายป่าแห่งนี้ไม่ไกลจากละแวกบ้านของเรานัก
เธอรู้จักที่นี่ดี พอๆกับที่เธอรู้จักฉัน




ลมเย็นโชยมาแผ่วเบา
นกกาเริ่มบินกลับรัง
อีกไม่ช้าตะวันจะลับฟ้า
มีเธอกับฉันเล่นซ่อนแอบอยู่ในป่าแห่งนี้




ฉันได้ยินเสียงฝีเท้า เดินไปทา่งนั้นที ทางนี้ที
มีบางครั้งที่ฝีเท้าของเธอเฉียดใกล้มาทางนี้
ฉันกลั้นหัวเราะ คิดว่าเธอจะกระโดดเข้ามาแน่แล้ว
เธอจะร้องว่า โป้ง!
แต่ฝีเท้าของเธอก็เลือนหายไป
ไปทางนั้นที ทางนี้ที




สายลมเริ่มพัดแรงขึ้น
เริ่มค่ำลงทุกที
ฉันเงยหน้า มองเห็นยอดไม้ไหวเอน
เสียงใบไม้ดังกรอบแกรบราวกับกำลังกระซิบถ้อยคำต่อกันและกัน
ฉันชะโงกหน้าออกไปมองหาเธอ
เห็นหลังเธอไวๆ อยู่ทางนั้นที ทางนี้ที




ฉันได้ยินเสียงเรไรเริ่มประสานเสียงสอดรับกับเสียงใบไม้
เห็นหิ่งห้อยทิ้งตัวจากความมืดมิด
ราตรีกำลังโปรยปรายลงมา
เธอยังคงหาฉันไม่พบ...














อยู่ไหน อยู่ไหน
เธออยู่ไหน














เป็นเสียงของฉันหรือเสียงของเธอกันแน่ที่เอื้อนเอ่ยวาจานี้
ถึงตอนนี้ฉันเริ่มสงสัยว่าทำไมเธอจึงหาฉันไม่พบเสียที
ฉันชะโงกหน้าออกไปมองหาเธออีกครั้ง
หากความมืดมิดกลืนกินดวงตาของฉันไปเสียแล้ว...
























ฉันสัญญาว่าจะตามหาเธอ
ไม่ว่าเธอจะหายไปไหน ไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหน
ฉันจะตามหาเธอ
จะตามหาเธอจนพบ
























ฉันเดินสะเปะสะปะอยู่ในความมืด
ยินสรรพเสียงนานา
ถ้อยวจีแห่งป่าที่ฉันไม่อาจเข้าใจ




ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเธอจึงหาฉันไม่พบ




ฉันคลำเจอหินก้อนเดิม
จึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
เงยหน้ามองท้องฟ้า
แสงดาวริบหรี่ทอประกายอย่างอ่อนแรงผ่านยอดไม้



















ฉันจะนั่งรอเธออยู่ที่นี่
อีกไม่นานเธอคงหาฉันเจอ
แล้วเราจะได้เดินจูงมือกันกลับบ้าน


































เธอกำลังตามหาฉันอยู่แน่นอน


































มืดสนิท





























...





























จะหันไปแล้วนะ แอบให้ดีนะ..........
สิบ..........

Whisper of The Winter Wind

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาชอบฤดูร้อน


สำหรับเขาแล้ว แสงแดดจัดจ้าและเหงื่อที่ไหลซึมผ่านแนวแผ่นหลังทำให้เขารู้สึกดีกว่าอากาศ เย็นเป็นไหนๆ มันทำให้เขารู้สึกถึงความมีชีวิตที่ซึมออกมาจากทุกอณูของรูขุมขน วันวานเต็มใจนักที่จะเดินออกไปเลือกซื้อซีดีเพลงตามแหล่งต่างๆท่ามกลางแดด ร้อนเปรี้ยง เขาใส่เพียงเสื้อยืดสีขาวและกางเกงขาสั้นสบายๆสักตัว หมวกแก๊ปหนึ่งใบ และเดินผ่านผู้คนมากมายในเวลาเที่ยงวัน เพื่อที่จะนอนฟังเพลงเหล่านั้นอย่างมีความสุขในเวลาเที่ยงคืน โดยมีเพียงพัดลมตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเตียงนัก ขณะที่หน้าต่างก็เปิดรับลมร้อนอ้าวผสานไอเย็นจากแสงจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างสายตายิ่งกว่าฤดูไหนๆ


วันวานจะนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงยับยู่ยี่ บางทีก็พลิกตัวนอนหงายและเหลือบตามองรอยเปื้อนบนเพดานที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร บางครั้งก็จะทะลึ่งพรวดขึ้นและเดินวนไปวนมาอยู่ในห้อง บางทีก็หยุดชะงักที่ริมหน้าต่างบานไม้และทำท่าคล้ายกับเงี่ยหูฟังอะไร บางอย่าง


เขากำลังฟังเพลงที่ดังอยู่ในห้องเขานั่นแหละ


คนละแวกนั้นรู้ดีว่าผู้ชายผอมบางอย่างวันวานนั้นแข็งแกร่งกว่ารูปลักษณ์ภายนอก มากนัก ภาพที่เขาเดินยกลังใส่ซีดีเปื้อนฝุ่นเก่าคร่ำคร่าออกมาทำความสะอาดกับพื้น ร้านเป็นภาพที่เจนตาคนทั่วไป เฝ้าร้านบ่อยๆเข้าก็เริ่มเบื่อ วันวานจึงมักจะเดินไปซื้อน้ำอัดลมที่ถูกแช่เย็นจัดจนเป็นวุ้นจากอาแปะร้าน ข้างๆ เลยเถิดนั่งเล่นหมากรุกกับแกไปก็หลายครั้ง กว่าจะรู้ตัวว่าลูกค้ารอจ่ายเงินค่าซีดีอยู่ก็ผ่านไปโขแล้ว แต่น่าแปลกที่ร้านของเขาไม่มีเรื่องลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้นเลยสักครั้ง บางทีอาจเป็นเพราะห้องแถวสองคูหาที่เปิดโล่งไม่มีภาพศิลปินนักร้องมาแปะตาม กระจกที่ทำให้คนภายนอกสามารถรู้ความเป็นไปในร้านได้อย่างดี หรือบางทีอาจเป็นเพราะไม่มีอะไรซีดีแผ่นไหนที่มีราคาค่างวดมากมายนัก หรือบางทีมันอาจจะไม่เกี่ยวกับอะไรเลยก็ได้

แต่ที่แน่ๆ คือทุกคนที่เดินเข้ามาในร้านขายซีดีของวันวานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ร้านของเขาให้ความรู้สึกเหมือนเดินฟังเพลงอยู่ในบ้านเพื่อน และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ร้านของเขายังคงอยู่รอดมาได้เรื่อยๆ ทั้งที่ร้านของเขานั้นไม่สวย ไม่หรู บางมุมยังแอบมีฝุ่นเทาจับบางๆ ด้วยซ้ำ

และตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ในเคาน์เตอร์ในมือของเขานั้นมีลิสต์รายชื่อเพลงที่ลูกค้าขาประจำไถ่ถามให้เขาหามาประดับร้าน สายตามองออกไปยังแดดภายนอกที่ลดความจัดจ้านลงอย่างเห็นได้ชัด วันวานมองแดดนั้นและรู้สึกแปลกๆ ...บางทีอาจเป็นลางสังหรณ์ เขารู้สึกสังหรณ์ใจว่าอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้นในร้านขายซีดีแห่งนี้ คิดได้เท่านั้นก็ชะงักและสงสัยว่าทำไมตัวเองจึงคิดอะไรเช่นนี้ออกมา วันวานส่ายหัวกับความรู้สึกแปลกๆ ที่มันคงเป็นแค่เรื่องไร้สาระ และเดินออกไปผลักประตูร้านอย่างไม่มีเหตุผล


สายลมหนาวพัดวูบเข้ามาต้องผิวทันที


เขาถูแขนอย่างไม่ชอบใจ แอร์ในร้านว่าเย็นแล้ว หากสายลมของฤดูหนาวแบบนี้แหละที่เย็นยิ่งกว่า มันเป็นความเย็นที่ชำแรกเข้าไปในเนื้อหนัง ทำให้ริมฝีปากเริ่มแตกเป็นขุย และทำให้ผู้ชายอย่างเขารู้สึกเหงาอย่างไม่มีสาเหตุ วันวานมองใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นหน้าร้านแล้วเดินไปหลังร้าน หยิบไม้กวาดทางมะพร้าวออกมา ก่อนจะเริ่มกวาดเอาๆ

เขารู้ดีว่ากำลังหาเรื่องลงมือกวาดพื้นเพื่อไล่ความรู้สึกบางอย่างที่เกาะกินใจตลอดมา ...ความรู้สึกที่เรียกว่า ความว่างเปล่า

เขาไม่รู้ตัวเลยว่านาทีที่เขาออกไปหน้าร้าน มีใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาในร้าน


วันวานกวาดอยู่อย่างนั้นสักพักก็กอดอกยืนมองพื้นที่สะอาดเอี่ยมอย่างพอใจ เขาพิงไม้กวาดไว้ที่ริมประตูและเดินผิวปากเข้าไปหลังเคาน์เตอร์เหมือนเดิม หยิบลิสต์เพลงที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาดูก่อนจะพยายามเรียงความคิดในหัวว่ายัง ขาดซีดีแผ่นไหนบ้าง พลันจมูกก็ได้กลิ่นของอะไรบางอย่าง ...วันวานชะงัก สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่แผ่นกระดาษนั้น หากประสาทสัมผัสทำให้เขารู้ว่ามีใครบางคนอยู่ในร้าน ...บางทีอาจจะเป็นลูกค้า ...และน่าจะเป็นผู้หญิง ...มันเป็นกลิ่นซิตรัสที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ริมทะเลกลางแสง แดดเปรี้ยงปร้างอย่างที่เขาชอบไม่มีผิด ...รอยยิ้มกระตุกที่มุมปาก เขานึกแปลกใจว่าลูกค้าคนนี้เข้ามาในร้านตอนไหน ...บางทีเขาอาจจะมัวยุ่งอยู่กับใบไม้เพลินจนลืมสังเกตก็เป็นได้ เขาคิดอย่างนั้นได้ก็หันกลับไปจดจ่อกับกระดาษเหมือนเดิม


กลิ่นซิตรัสนั้นยังคงวนเวียนอยู่แถวๆปลายจมูกตลอดเวลา


แด่เธอ ...ผู้เป็นทุกอย่าง จะมีฉันรอคอยเดินร่วมทาง ...ฝันคงไม่ไกล

แต่เธอ ...จืดจางหายเลือนลางเปลี่ยนไป

เส้นทางฝันของฉันจบลง

นาน ...แม้จะนาน


เสียงใสนั้นทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นในทันที สุดกำแพงนั้นปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่งถือซีดีของพาราดอกซ์อยู่ในมือ เธอโยกหัวไปมาอย่างเพลิดเพลิน เท้าก็เคาะพื้นไปด้วย ชายกระโปรงสีเหลืองของเธอปลิวไปมาน้อยๆราวกับต้องลม วันวานอึ้งอยู่กับที่ เขากำลังแปลกใจกับภาพตรงหน้าสุดๆ ...ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนี้ร้องเพลงขึ้นมาอย่างไม่ลังเล สุ้มเสียงนั้นกังวานสดใส และดูกำลังอินกับเพลงเอามากๆ ...แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจที่สุดก็คือเธอร้องขึ้นมาทั้งๆที่เพลง ที่เขาเปิดในร้านตอนนี้ไม่ใช่เพลงที่เธอกำลังร้อง


และโดยไม่ทันตั้งตัว เธอหันกลับมามองราวกับได้ยินเสียงในความคิดเขา ริมฝีปากบางของเธอยังคงร้องเพลงอยู่อย่างนั้น วันวานรู้ดีว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าเขาคงกำลังทำงานหนักมาก เขากำลังทำหน้าไม่ถูกและได้แต่ยืนพูดไม่ออกอยู่อย่างนั้น ขณะที่หญิงสาวค่อยๆเดินตรงมาที่เขาและยื่นซีดีในมือให้


แผ่นนี้ค่ะ

ครับ

คุณน่าจะเปิดประตูร้านนะ รู้ไหม ข้างนอกนั่นอากาศดีจะตาย


เขาชะงักและมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ นอกจากเธอจะกล้าร้องเพลงออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ เคาะเท้าไปตามจังหวะ โยกหัวอย่างเพลิดเพลินราวกับไม่รู้สึก --- บางทีอาจจะไม่สนใจ --- ว่ายังมีเขาอยู่ในร้าน เธอยังแนะนำให้เขาปิดแอร์และเปิดประตูร้านรับอากาศข้างนอกแทน??! หากความสงสัยของเขานั้นไม่มีคำตอบ หญิงสาวเพียงรับเงินทอนและซีดีจากมือเขา ก่อนจะผลักประตูแล้วเดินออกจากร้านไป


วันวานยืนมองประตูที่ค่อยๆปิดลง หญิงสาวเดินลับสายตาไปแล้ว แอร์ในร้านดูเย็นเฉียบขึ้นมามากกว่าครั้งไหนๆ หากวันวานไม่สนใจ เขานั่งลงช้าๆและมองไปยังที่ที่เธอเคยยืนโยกหัวอยู่




แดดด้านนอกนั้นทอแสงจางๆ







กลิ่นซิตรัสนั้นยังคงเจือจางบางเบาอยู่ในอากาศ

ศูนย์สิ้น

เธอและเขาต่างไม่รู้

ว่าการตัดสินใจปล่อยมือจากกันครั้งนี้

คือการลาจากกันชั่วนิรันดร์

........................................

ทั้งสองคนวิ่งมาถึงที่โล่ง

วิ่งหนีอะไรบางอย่าง

ลมหายใจหอบเหนื่อย หยดเหงื่อไหลเป็นหนึ่งเดียวกัน

มือทั้งสองต่างเกาะกุมกันไว้แน่น

จะไม่จากกัน

จะไม่แยกกัน

จะไม่ทิ้งกัน

*************************

************************

********************************

*********

***************

****

*****************************************

หากเสียงสาดกระสุนดังไล่หลัง

หากสัญญาณอันตรายกลับชัดเจน

ถึงเวลาต้องตัดสินใจ

การแยกกันอาจพบทางรอดมากกว่า

อย่างน้อยก็เพื่อให้คนหนึ่งรอด

หรือเพื่อให้คนหนึ่งได้ตายเพื่อปกป้องอีกคน

หรือเพื่อให้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

.

.

.

เพื่อที่จะไม่ต้องหนีเช่นนี้อีกแล้ว

จะไปให้พ้น จะไปให้ไกลสุดหล้า

จะไม่มีใครตามตัวเราสองคนได้อีกต่อไป

เราจะอันตรธานไปด้วยกัน

.

.

.

ดังนั้นสองคนจึงตัดสินใจปล่อยมือ

ตัดสินใจบีบมือครั้งสุดท้าย

ก่อนจะสลัดออกจากกันและกัน

...สลัดเพื่อกลับมาหลอมรวมกัน...

.

..

.................. ..................

............................. .............................

เขาไปทางซ้าย เธอไปทางขวา

<<<<<<<<<<<<<<<<<<<...>>>>>>>>>>>>>>>>>>

............................. .............................

.................. ..................

..

0

โอกาสเป็น

...ศูนย์...

0

0

0

เขาจะไม่ได้พบเธออีกแล้ว

...ไม่พบอีกแล้ว...

.........................................................

....................................................

..........................................

................................

...................

......


--------------

M

IIIIIIIIIIIIIIIIIII

w

--------------

เธอยืนอยู่เบื้องล่าง

เห็นเขานั่งอยู่บนชิงช้าสวรรค์กับหญิงสาวคนหนึ่ง

เธอน้ำตาไหล

.

.

.

.

.

.

เขานั่งอยู่บนชิงช้าสวรรค์กับหญิงสาวคนหนึ่ง

พร่ำนามของเธอซ้ำๆ

"เธอหายไปไหน เธออยู่ที่ไหน ทำไมเธอไม่กลับมา"

เขาน้ำตาไหล

น้ำตาของเขาหยดใส่กระดาษที่เขาถืออยู่ในมือ

หยดแล้ว หยดเล่า

0

0

0

โอกาสเป็นศูนย์

0

0

0

เธอล่องลอยขึ้นมาเหนือเขา

มองเห็นเขาจ้องมองรูปถ่ายของเธอ

หยดสีในภาพเริ่มแตกตัว

ใบหน้าของเธอในภาพเริ่มพร่าเลือน

...ตัวเธอเองก็พร่าเลือน...

เธอร้องไห้

0

0

0

เขาร้องไห้

เอ่ยนามและเรียกหาเธอซ้ำๆ

"คุณอยู่ที่ไหน ทำไมคุณไม่กลับมา"

"ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่ ฉันอยู่ที่นี่"

เธอโอบกอดเขาไว้

เธอร้องไห้

00000000000000000000000000000000

จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

จะไม่ได้พบกันอีกแล้ว

เธอโอบกอดเขาไว้

เธอร้องไห้

เขาร้องไห้

และพร่ำเอ่ยนามของเธอซ้ำๆ

...ว่าเธออยู่ที่ไหน...

อยากบอกใครคนหนึ่งซึ่งเคยรัก

"ไว้เราไปทะเลด้วยกันนะ"

"อือ ไว้สักวันไปกัน"

"สัญญาแล้วนะ"

"อือ เราสัญญา"

... ... ...

เฮดเอ็มประจำวันเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามอารมณ์

ตั้งแต่เรียนจบมา ทำงานมาปีนึง ยังไม่เคยได้ไปเที่ยวไหนเลย

วันนี้เกิดคิดถึงทะเลขึ้นอย่างรุนแรง

ทะเลซึ่งครั้งหนึ่งเคยไปและมีความทรงจำดีงามที่นั่น

วันนี้จึงตั้งเฮดเอ็มไว้ว่า "เสม็ด เสม็ด เสม็ด คิดถึงเสม็ด อยากไปเสม็ด"

ตั้งไว้โดยไม่ได้หวังว่าจะได้ไป เพราะทั้งไม่มีเวลาและโอกาส


ใครคนหนึ่งทักเข้ามาสั้นๆ "ไปด้วย อยากไปเหมือนกัน"

"ไปไหน?" แกล้งไก๋ไปงั้น

"เสม็ดไง"

... ... ...

"ไว้เราไปทะเลด้วยกันนะ"

"อือ ไว้สักวันไปกัน"

"สัญญาแล้วนะ"

"อือ เราสัญญา"

... ... ...

"จะไปจริงอ่ะ เดี๋ยวถึงเวลาก็บอกไม่มีตังค์อีก"

"ต้องดูจังหวะก่อน ถ้าไม่ติดอะไรก็ไปได้"

"แปลว่า ถ้าไม่ติดอะไร ก็จะไปจริงๆ?"

"อือ"

"อือ นี่คือรับปาก หรือ อือ ไปงั้นเอง"

... ... ...

"ไว้เราไปทะเลด้วยกันนะ"

"อือ ไว้สักวันไปกัน"

"สัญญาแล้วนะ"

"อือ เราสัญญา"

... ... ...

ไม่มีคำตอบรับว่าเป็นการรับปากหรืออือไปอย่างนั้น เช่นเดียวกับไม่มีการทวงถามคำสัญญา

... ... ...

"ไว้เราไปทะเลด้วยกันนะ"

"อือ ไว้สักวันไปกัน"

"สัญญาแล้วนะ"

"อือ เราสัญญา"

... ... ...

ไม่มีคำสัญญา

ไม่มีทะเล

ไม่มีเรา

ไม่มีอีกแล้ว

ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไป เช่นเดียวกับที่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา


แคนโต้บทที่ 3 : เมื่อเข็มนาฬิกาของเราเดินตรงกัน

เข็มสั้น
เข็มยาว
เดินไปทางเดียวกัน


ฉัน
เธอ
เคยเหมือนเข็มคู่นั้น


เวลาที่เลยผ่าน
ความทรงจำยังคงอยู่
หากเวลานั้นไม่รั้งรอ


เธอรัก
ฉันรัก
ความรักของเราเล่า


ปัจจุบันไม่เคยหยุด
อดีตกลับนิ่งเงียบ
รอให้ใครเข้าไปพบ


เข็มสั้น
เข็มยาว
เราไม่อาจเดินเคียงกันอีกแล้ว


รัก
ฉันรัก
ฉันรักเธอ


พรุ่งนี้
วันไหนเล่า
สองเข็มจะเดินด้วยกัน


ปาฎิหารย์
ความเป็นจริง
ฉันยังคงแอบหวัง


ฉันรัก
เธอรัก
เรารักกัน


สักวัน
เวลาจะหยุดอยู่กับที่
เราจะเดินจูงมือกัน