วันคืนที่เคยนั่งซุกอยู่ลำพัง ณ ริมระเบียงตึกสูง มองออกไปเบื้องนอกมีเพียงแสงไฟจากรถบนทางด่วนที่เปล่งประกายท้าราตรีอยู่ในทุกค่ำคืน ทั่วทั้งห้องนั้นมืดสนิท คล้ายจงใจให้ความมืดดำของรัตติกาลกลืนกินสิ้นทุกสิ่ง ...หล่อนไม่แยแสความสว่างใดใด ...คล้ายต้องการซ่อนกายจากความมีอยู่ของตัวตน หากแม้หยุดลมหายใจได้ ...หล่อนจะทำอย่างไม่ลังเล
- - - "ผมจะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้ว" - - -
นาทีที่เขาเอื้อนเอ่ยประโยคสั้นๆ เขาจะรู้สึกเหมือนหล่อนมั้ยนะ ว่าแสงดาวแสงจันทร์ภายนอกพร้อมใจกันดับลง สุรเสียงใดใดคล้ายเลือนหายไปจากโลก ทุกอย่างที่ปรากฎชัดแจ้งเห็นจะมีเพียงประกายในแววตาขุ่นมัวของเขาและเสียงลมหายใจรวยรินของหล่อน ความนิ่งของเขานั้นทำให้เลือดในกายหล่อนนั้นดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง ...เขามองหล่อนนิ่งชั่ววินาทีก่อนจะค่อยๆหันหลังและเดินออกจากห้องไป
หล่อนปล่อยให้เขาไปอย่างนั้น ปราศจากการฉุดรั้งและคำอ้อนวอนใด แม้หล่อนไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวันนี้ หากหล่อนไม่แปลกใจที่มันเกิดขึ้น ...บางทีหล่อนอาจจะรู้แก่ใจลึกๆมาตั้งแต่ครั้งแรกที่หล่อนพบเขาแล้วว่าสักวันมันต้องจบลง
ความรักคล้ายไม่มีอยู่จริง แต่นาทีที่หล่อนเดินไปปิดประตูที่เขาเปิดค้างไว้ขณะที่เงาของเขาค่อยๆเลือนหายไปจากชีวิตของหล่อน หล่อนยิ้มให้กับแสงไฟภายในห้องก่อนจะเดินไปปิดสวิตซ์และดับมันลงเสีย
1 ปีพอดิบพอดีที่หล่อนใช้ชีวิตในความมืด ไม่ใช่เพราะความเศร้าที่ทำให้หล่อนตัดสินใจจมร่างกายตนเองไว้ในความเงียบ หากเป็นความพอใจที่จะอยู่อย่างเดียวดายและเงียบงันต่างหาก
ภายนอกนั้นสว่างเกินไป เมื่อเขาเลือกที่จะเปิดประตูและเดินไปสู่แสงสว่างอันพร่างพรายนั้น หล่อนยินดีที่จะเป็นฝ่ายเดินไปปิดประตูและใช้ชีวิตในความมืด ...จนถึงนาทีที่เขากลับมาอีกครั้ง
ถูกแล้ว... เขากลับมาอีกครั้ง
กลับมาพร้อมกับอ้อมกอดอบอุ่นนั่น โดยไม่บอกกล่าวถ้อยคำใดว่าเหตุใดจึงกลับมา แต่นั่นไม่สำคัญเท่าเขาปิดประตูทันที่ที่แสงสว่างแวบเข้ามาในห้อง ปิดในทันทีจนหล่อนแทบไม่รู้สึกว่าเขาได้ก้าวเข้ามา
หล่อนผู้คิดว่าวันชื่นคืนโศกนั้นได้ผ่านไปแล้วจึงไม่ลังเลสักนิดเมื่อเขาทาบทับริมฝีปากอุ่นลงบนกลีบปากของหล่อนที่เผยอแย้มอย่างเชื้อเชิญ ...ไม่ลังเลสักนิดเมื่อเขาตวัดรัดร่างหล่อนเข้าไปกอดแนบ ...และเขาไม่รู้ตัวสักนิดว่าหล่อนค่อยๆคลายวงแขนและดันตัวเขาให้ชิดระเบียงช้าๆ จ้องลึกลงไปในดวงตาอย่างแสนรัก ดังว่าจำให้ตรึงลงในใจ ...ก่อนที่จะผลักเขาให้ตกจากระเบียงห้อง ...ตกลงไปสู่แสงสว่างที่ชุบแววตาของเขาให้แววแวมเหมือนกับวันแรกที่เขาก้าวเข้ามา
เมื่อวันชื่นคืนโศกนั้นได้ผ่านไปแล้ว หล่อนจึงไม่ปรารถนาให้ความรู้สึกเช่นนั้นกลับมาเยี่ยมเยือนย่างกรายเข้ามาในห้องของหล่อนอีก หล่อนไม่ต้องการความปรารถนาดีของเขาที่หมายจะจุดไฟให้ชีวิตหล่อน ในเมื่อหล่อนเป็นสุขกับสิ่งที่หล่อนเป็น
...หล่อนจึงไม่ลังเลสักนิดที่จะผลักเขาให้ตกจากระเบียงห้องเพื่อที่หล่อนจะเสพย์สุขกับความมืดภายในห้องต่อไป...
ภาพร่างของเขาที่ลอยละลิ่วจากความมืด ก่อนจะแหลกสลายอยู่ในที่สว่างทำให้หล่อนเป็นสุขจนต้องกรีดเสียงหัวเราะออกมา หล่อนหัวเราะเสียงใสอย่างเด็กสาววัยแรกรุ่นที่เพิ่งรู้จักความรัก รอยยิ้มละไมระบายอยู่บนใบหน้า ขณะที่ความมืดของผืนฟ้านั้นแผ่รับร่างของเขาสู่ปรโลก และนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่หล่อนมอบให้เขา ...ผู้เป็นดั่งแสงสว่างในชีวิตของหล่อน
เขียนไว้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2550
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น