วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รางวัลแด่คนช่างฝัน

ค่ำคืนที่คุณกอดฉัน
วันที่เรารู้ว่าอะไรอยู่ในใจ
ชั่วโมงที่ความเงียบแผ่ซ่านเข้าสู่เราสองคน
นาทีที่คุณหายลับไป
วินาทีที่หัวใจฉันมลาย




มันคือรางวัลแด่คนช่างฝัน





...ที่สุดแล้ว...

...ฝันสลาย...







ความจริงอันโหดร้าย
ความหมายอันสัตย์ซื่อ










มันคือรางวัลแด่คนช่างฝัน





...







ของขวัญของเรา










http://www.imeem.com/naiearth/music/cRwNxPP_/aof-pongsak/

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฝันดี ราตรีสวัสดิ์


หลายคืนมานี้ฉันนอนดึก
เปิด msn ทิ้งไว้
และเห็นว่ามีใครบางคนยังไม่นอนเหมือนกัน

นั่งเล่นเกมไปเรื่อยๆ
ฟังเพลงไปเรื่อยๆ
เปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูเป็นครั้งคราว
และเห็นว่าใครบางคนยังไม่นอนเหมือนกัน

ฟังเพลงต่อไป
อ่านนั่นนี่ในอินเทอร์เนตต่อไป
แชทกับเพื่อนบ้างเป็นครั้งคราว
และเปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูอีกครั้ง

ยังคงฟังเพลงต่อไป
ยังคงเล่นเกมต่อไป
ยังคงแชทกับเพื่อนต่อไป
ยังคงเปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูอีกครั้ง

ตี 1 แล้วเป็นคืนที่เท่าไหร่แล้ว
เลยเที่ยงคืนเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว
หาวเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว

ฟังเพลงไปเรื่อยๆ
เล่นเกมไปเรื่อยๆ
ตาจะปิดแล้ว
แต่จะยังตื่นอยู่

เปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูอีกครั้ง
ใครบางคนออฟไลน์ไปแล้ว

"ฝันดีนะ"

พูดกับตัวเองเบาๆ
ก่อนจะปิดคอมแล้วไปนอน

...

เป็นคืนที่เท่าไหร่แล้วนะ
กี่ปีแล้วนะ



วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จำ (สดุดีบรรพชนชาว 14 ตุลา)

ลืมเอ๋ยลืมเลือน
เสมือนทุกสิ่งอย่างเพิ่งผ่านพ้น
ห้วงความคิดทุกภาพยังหมุนวน
ทุกผู้คนกระจ่างแจ่มแย้มความจริง

ภาพเหตุการณ์วันก่อนเก่าเล่าฝันร้าย
ภาพผู้คนล้มตายคล้ายหยุดนิ่ง
เหลือเพียงอนุสรณ์ที่ถูกทิ้ง
เพื่ออ้างอิงประวัติศาสตร์ที่พลาดไป

ลืมเอ๋ยลืมแล้ว
คงไม่แคล้วนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
ผ่านเคเบิ้ลผ่านสีสันศิวิไลซ์
เบ่งอำนาจบาตรใหญ่ในแผ่นดิน

ภาพเหตุการณ์วันนี้ที่เมืองหลวง
บุกทะลวงทุบทลายมลายสิ้น
เลือดล้างไทยใครสิ้นชาติขาดชีวิน
รอขวานทองแหว่งหวิ่นค่อยสำนึก?

ลืมเอ๋ยลืมจำ
รอยน้ำตายังตอกย้ำตกผลึก
คราบโลหิตไม่เปลี่ยนแปรในแผลลึก
ย้ำให้นึกถึงฝันร้ายในวันวาร

จะกู่ก้องร้องทำไมในวันนี้
กล้าเรียกร้องสิทธิ์เสรีอย่างกล้าหาญ
พื้นที่เหยียบแดนที่ย่ำมายาวนาน
ใครวายปราณให้ชาติคงอสงไขย

จำเอ๋ยจำมั่น
กี่หมื่นพันผู้ล้มหายช่วยเราไว้
สมัครสมานหวงแหนในแดนไทย
อย่าปล่อยให้'มารคราบคน'มาปล้นเมือง


***

ขอสดุดีเหล่าบรรพชน 14 ตุลาค่ะ

So deep in Dark

อยากเต้นรำ

อยากอยู่ใกล้ฟ้า

อยากอยู่ในความมืดและเงียบงัน

อยากให้สายลมเย็นเยียบบาดผิว

ให้ฉันแสบและหนาวเหน็บ

พาฉันไปอยู่ที่สูง

นั่งมองฉันเงียบๆ

ปล่อยฉันอยู่ลำพัง

เต้นรำกับความรู้สึก

แล้วก้าวเข้ามา

โอบกระชับฉันไว้

พาฉันโบยบิน

ในสายลมอันเปล่าดาย

ในหัวใจอันเวิ้งว้าง

อยู่ในความเงียบกับฉัน

โอบกระชับฉันแน่นเข้า

แล้วพาฉันบินไป

กลางพายุที่ไม่รู้จบสิ้น

ฉันจะไปกับคุณ

ฉันอยากไปกับคุณ

ฉับพลันทันใด

วินาทีก็หยุดนิ่ง

ภาพฝันคล้ายลวงตา

ฉันไขว้คว้าและห่อตัว

เอื้อมมือหมายไขว่คว้า

คุณล่องหนและหายไป

เต้นรำต่อไป

คิดคำนึงถึงลมหายใจอุ่น

อ้อมกอดคล้ายประคองอยู่

ความเดียวดายอันหอมหวาน

เข้าใจฉันไหม

มองเข้าไปในดวงตา

เห็นความสูงของท้องฟ้า

เห็นน้ำตาของพระจันทร์

อย่าสงสารฉันเช่นนั้น

ฉันยังหวานเศร้าอยู่ดังเดิม

อย่าถามถึงความเจ็บปวด

ฉันยังสาวเท้าและหมุนตัว

กรุ่นกลิ่นของวิญญาณ

หมอกลงแล้วคืนนี้

คุณจะกอดฉันไหม

เสียงเปียโนยังแผ่วดัง

จูบฉัน

สัมผัสแผ่วพริ้ว

น้ำตา

ความรัก

หายไป

คุณ

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ดาราดวงสุดท้าย

เด็กน้อยเคยเฝ้ามองดาวตก
อธิษฐานให้มันเปล่งประกายบนฟากฟ้า
แม้เพียงชั่ววินาทีแห่งความวูบวาบเวิ้งว้างนั้น
เด็กน้อยจะเฝ้ามองและขอให้มันสาดแสงแห่งความฝัน

หากความฝันนั้นได้ตายจากโลกไปเสียนานแล้ว
และวันนี้ก็ไม่มีเด็กน้อยอีกต่อไป
เธอและเขาต่างเดินไปบนถนนของโลกเก่า
โลกที่คล้ายจะตายลงและเต็มไปด้วยเศษธุลีอันว่างเปล่า
ทุกผู้คนต่างพยายามไขว่คว้าที่จะไปให้ถึงประตูที่สุดทางฟ้า

โลกใบเก่าไม่เป็นทีต้องการอีกต่อไป
ลมหายใจผุพังลงอย่างช้าๆ
มือกำเข้าออก หัวใจบีบรัด
ขณะที่จมูกสูดเอากลิ่นไอแห่งความสิ้นหวังเข้าไปเต็มๆ

...ดาวตกไม่อาจจรัสแสงได้อีกแล้ว...

และดวงตาของพวกเขาต่างมืดบอด
แม้นประกายไฟเล็กๆพยายามคุโชติช่วงขึ้นเท่าใด
หากความอับเฉานั้นได้ดับมันลงเสียสิ้น

วีรบุรุษกลายเป็นเพียงตำนาน
ที่เล่าขานกันท่ามกลางเสียงหัวเราะอันแสนเศร้า

เด็กน้อยคนสุดท้ายนั่งอยู่ก้นหลุม
ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีรอยยิ้ม
หากนาทีนี้ไม่มีผู้ใดสนใจความเป็นตายร้ายดีของเขาอีกแล้ว
เขาจึงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่ก้นหลุม
และรอคอยให้ *
*
*
*
ตกลงมา...

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แช่ไว้ให้แข็ง

หล่อนเปิดตู้เย็น


หยิบ ความจริง และ ความเสมือนจริง ขึ้นมาวางบนโต๊ะ
เป็นเวลานานพอสมควรที่หล่อนแช่แข็งสองสิ่งนี้ไว้ในช่องฟรีซ
ตอนนี้หล่อนต้องละลายน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนพื้นผิว
มันไม่ง่ายนักกับการยอมให้การยืดเวลาสิ้นสุดลง


หล่อนหยิบมีดออกมาจากฝัก
ใช้ฝักมีดกระเทาะน้ำแข็งซึ่งบัดนี้เริ่มละลายตัวเอง
เวลาที่ถูกแช่แข็งไว้เริ่มเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
หล่อนค่อยๆปอกเปลือกความจริงด้วยความหวาดหวั่น
กลัวเหลือเกินว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว
สิ่งที่อยู่ลึกที่สุดคือความเข้าใจผิดของหล่อนเอง


...ความจริงที่ไม่จริง...


หล่อนปอกอย่างไม่หยุดหย่อน
และพักมีดเมื่อปอกความจริงไปได้ครึ่งหนึ่ง
พบว่าเลือดแดงฉานเริ่มไหลออกมาจากความจริง
ด้วยความตกใจ หล่อนทำมีดหลุดมือ
มีดปักลงที่เท้าขวาซึ่งเป็นเท้าที่หล่อนใช้เริ่มออกเดินเสมอ
เลือดไหลออกมาจากเท้า แต่หล่อนไม่สนใจ


หล่อนเขยกไปที่อ่างล้านจาน
แล้วแช่ความจริงไว้ในกะละมังที่มีน้ำอยู่เต็ม
หล่อนเริ่มรู้สึกปวดที่เท้าขวาหนึบๆ
แต่หล่อนพยายามเพิกเฉย
หล่อนผินสายตากลับไปมอง
ควมเสมือนจริงกำลังรออยู่บนโต๊ะ
หล่อนจึงเขยกกลับไปช้าๆ
ก้มลงหยิบมีดที่พื้น มองความเสมือนจริงอย่างชั่งใจ
ก่อนจะค่อยๆจรดคมมีดลง




...ด้วยความไหวหวั่น...




ทันทีที่คมมีดชำแรกผ่านเนื้อความเสมือนจริงเข้าไป
เหมือนมีเข็มปลายแหลมที่ลนไฟมาแล้วอย่างดีแทงเข้ามาที่หัวใจ
หล่อนทรุดลงกับพื้น
ความเสมือนจริงยังเย็นฉ่ำอยู่ในมือ
คือความกลัวที่แล่นปราดเข้ามา
หล่อนกลัวว่าเมื่อปอกความเสมือนจริงมากเท่าไหร่
หล่อนจะสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอดมากขึ้นเท่านั้น
และหากทุกอย่างกลับตาลปัตร
ไม่มีสิ่งใดเป็นอย่างที่เคยเป็น


...


หล่อนจะจัดการกับความรวดร้าวในใจอย่างไรดี


...


มันคงสายไปแล้ว
ตั้งแต่หล่อนหยิบความจริงและความเสมือนจริงออกมาจากตู้เย็น
เวลาที่ถูกหยุดไว้ ณ บัดนี้มันเริ่มเดินอีกครั้ง
หล่อนไม่รู้ว่า
นี่เป็นการปล่อยให้เวลาเดินไปข้างหน้า หรือเป็นการนับเวลาถอยหลังกันแน่


...


หล่อนคว้าความจริงจากกะละมัง
อีกมือหนึ่งยังถือความเสมือนจริงเอาไว้แน่น
เปิดตู้เย็นแล้วปาพวกมันเข้าช่องฟรีซเหมือนเดิม
ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า


...


ไม่ทันแล้ว