วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เงียบ



ไม่อยากดังไม่อยากเด่นเช่นใครเขา
ไม่อยากเศร้าไม่อยากคาวขึ้นหน้าหนึ่ง
ได้โดดเด่นหากเดียวดายไร้ที่พึ่ง
นามกระดึงกระเดื่องโดดประโยชน์ใด



จึงอยู่เงียบอยู่อย่างเงาไม่เอาเปรียบ
จึงยืนเหยียบในที่ตนมั่นคงได้
จึงทำดีในที่ลับแล้วหลับไป
เพื่อตื่นได้ในวันพรุ่งอย่างเงียบงัน




(ต่อกลอนกับคุณใบไม้
http://rrasche.exteen.com/20091014/entry/page/1#lastcomment)

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

รางวัลแด่คนช่างฝัน

ค่ำคืนที่คุณกอดฉัน
วันที่เรารู้ว่าอะไรอยู่ในใจ
ชั่วโมงที่ความเงียบแผ่ซ่านเข้าสู่เราสองคน
นาทีที่คุณหายลับไป
วินาทีที่หัวใจฉันมลาย




มันคือรางวัลแด่คนช่างฝัน





...ที่สุดแล้ว...

...ฝันสลาย...







ความจริงอันโหดร้าย
ความหมายอันสัตย์ซื่อ










มันคือรางวัลแด่คนช่างฝัน





...







ของขวัญของเรา










http://www.imeem.com/naiearth/music/cRwNxPP_/aof-pongsak/

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฝันดี ราตรีสวัสดิ์


หลายคืนมานี้ฉันนอนดึก
เปิด msn ทิ้งไว้
และเห็นว่ามีใครบางคนยังไม่นอนเหมือนกัน

นั่งเล่นเกมไปเรื่อยๆ
ฟังเพลงไปเรื่อยๆ
เปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูเป็นครั้งคราว
และเห็นว่าใครบางคนยังไม่นอนเหมือนกัน

ฟังเพลงต่อไป
อ่านนั่นนี่ในอินเทอร์เนตต่อไป
แชทกับเพื่อนบ้างเป็นครั้งคราว
และเปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูอีกครั้ง

ยังคงฟังเพลงต่อไป
ยังคงเล่นเกมต่อไป
ยังคงแชทกับเพื่อนต่อไป
ยังคงเปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูอีกครั้ง

ตี 1 แล้วเป็นคืนที่เท่าไหร่แล้ว
เลยเที่ยงคืนเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว
หาวเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว

ฟังเพลงไปเรื่อยๆ
เล่นเกมไปเรื่อยๆ
ตาจะปิดแล้ว
แต่จะยังตื่นอยู่

เปิดหน้าต่าง msn ขึ้นมาดูอีกครั้ง
ใครบางคนออฟไลน์ไปแล้ว

"ฝันดีนะ"

พูดกับตัวเองเบาๆ
ก่อนจะปิดคอมแล้วไปนอน

...

เป็นคืนที่เท่าไหร่แล้วนะ
กี่ปีแล้วนะ



วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จำ (สดุดีบรรพชนชาว 14 ตุลา)

ลืมเอ๋ยลืมเลือน
เสมือนทุกสิ่งอย่างเพิ่งผ่านพ้น
ห้วงความคิดทุกภาพยังหมุนวน
ทุกผู้คนกระจ่างแจ่มแย้มความจริง

ภาพเหตุการณ์วันก่อนเก่าเล่าฝันร้าย
ภาพผู้คนล้มตายคล้ายหยุดนิ่ง
เหลือเพียงอนุสรณ์ที่ถูกทิ้ง
เพื่ออ้างอิงประวัติศาสตร์ที่พลาดไป

ลืมเอ๋ยลืมแล้ว
คงไม่แคล้วนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
ผ่านเคเบิ้ลผ่านสีสันศิวิไลซ์
เบ่งอำนาจบาตรใหญ่ในแผ่นดิน

ภาพเหตุการณ์วันนี้ที่เมืองหลวง
บุกทะลวงทุบทลายมลายสิ้น
เลือดล้างไทยใครสิ้นชาติขาดชีวิน
รอขวานทองแหว่งหวิ่นค่อยสำนึก?

ลืมเอ๋ยลืมจำ
รอยน้ำตายังตอกย้ำตกผลึก
คราบโลหิตไม่เปลี่ยนแปรในแผลลึก
ย้ำให้นึกถึงฝันร้ายในวันวาร

จะกู่ก้องร้องทำไมในวันนี้
กล้าเรียกร้องสิทธิ์เสรีอย่างกล้าหาญ
พื้นที่เหยียบแดนที่ย่ำมายาวนาน
ใครวายปราณให้ชาติคงอสงไขย

จำเอ๋ยจำมั่น
กี่หมื่นพันผู้ล้มหายช่วยเราไว้
สมัครสมานหวงแหนในแดนไทย
อย่าปล่อยให้'มารคราบคน'มาปล้นเมือง


***

ขอสดุดีเหล่าบรรพชน 14 ตุลาค่ะ

So deep in Dark

อยากเต้นรำ

อยากอยู่ใกล้ฟ้า

อยากอยู่ในความมืดและเงียบงัน

อยากให้สายลมเย็นเยียบบาดผิว

ให้ฉันแสบและหนาวเหน็บ

พาฉันไปอยู่ที่สูง

นั่งมองฉันเงียบๆ

ปล่อยฉันอยู่ลำพัง

เต้นรำกับความรู้สึก

แล้วก้าวเข้ามา

โอบกระชับฉันไว้

พาฉันโบยบิน

ในสายลมอันเปล่าดาย

ในหัวใจอันเวิ้งว้าง

อยู่ในความเงียบกับฉัน

โอบกระชับฉันแน่นเข้า

แล้วพาฉันบินไป

กลางพายุที่ไม่รู้จบสิ้น

ฉันจะไปกับคุณ

ฉันอยากไปกับคุณ

ฉับพลันทันใด

วินาทีก็หยุดนิ่ง

ภาพฝันคล้ายลวงตา

ฉันไขว้คว้าและห่อตัว

เอื้อมมือหมายไขว่คว้า

คุณล่องหนและหายไป

เต้นรำต่อไป

คิดคำนึงถึงลมหายใจอุ่น

อ้อมกอดคล้ายประคองอยู่

ความเดียวดายอันหอมหวาน

เข้าใจฉันไหม

มองเข้าไปในดวงตา

เห็นความสูงของท้องฟ้า

เห็นน้ำตาของพระจันทร์

อย่าสงสารฉันเช่นนั้น

ฉันยังหวานเศร้าอยู่ดังเดิม

อย่าถามถึงความเจ็บปวด

ฉันยังสาวเท้าและหมุนตัว

กรุ่นกลิ่นของวิญญาณ

หมอกลงแล้วคืนนี้

คุณจะกอดฉันไหม

เสียงเปียโนยังแผ่วดัง

จูบฉัน

สัมผัสแผ่วพริ้ว

น้ำตา

ความรัก

หายไป

คุณ

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ดาราดวงสุดท้าย

เด็กน้อยเคยเฝ้ามองดาวตก
อธิษฐานให้มันเปล่งประกายบนฟากฟ้า
แม้เพียงชั่ววินาทีแห่งความวูบวาบเวิ้งว้างนั้น
เด็กน้อยจะเฝ้ามองและขอให้มันสาดแสงแห่งความฝัน

หากความฝันนั้นได้ตายจากโลกไปเสียนานแล้ว
และวันนี้ก็ไม่มีเด็กน้อยอีกต่อไป
เธอและเขาต่างเดินไปบนถนนของโลกเก่า
โลกที่คล้ายจะตายลงและเต็มไปด้วยเศษธุลีอันว่างเปล่า
ทุกผู้คนต่างพยายามไขว่คว้าที่จะไปให้ถึงประตูที่สุดทางฟ้า

โลกใบเก่าไม่เป็นทีต้องการอีกต่อไป
ลมหายใจผุพังลงอย่างช้าๆ
มือกำเข้าออก หัวใจบีบรัด
ขณะที่จมูกสูดเอากลิ่นไอแห่งความสิ้นหวังเข้าไปเต็มๆ

...ดาวตกไม่อาจจรัสแสงได้อีกแล้ว...

และดวงตาของพวกเขาต่างมืดบอด
แม้นประกายไฟเล็กๆพยายามคุโชติช่วงขึ้นเท่าใด
หากความอับเฉานั้นได้ดับมันลงเสียสิ้น

วีรบุรุษกลายเป็นเพียงตำนาน
ที่เล่าขานกันท่ามกลางเสียงหัวเราะอันแสนเศร้า

เด็กน้อยคนสุดท้ายนั่งอยู่ก้นหลุม
ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีรอยยิ้ม
หากนาทีนี้ไม่มีผู้ใดสนใจความเป็นตายร้ายดีของเขาอีกแล้ว
เขาจึงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่ก้นหลุม
และรอคอยให้ *
*
*
*
ตกลงมา...

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แช่ไว้ให้แข็ง

หล่อนเปิดตู้เย็น


หยิบ ความจริง และ ความเสมือนจริง ขึ้นมาวางบนโต๊ะ
เป็นเวลานานพอสมควรที่หล่อนแช่แข็งสองสิ่งนี้ไว้ในช่องฟรีซ
ตอนนี้หล่อนต้องละลายน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนพื้นผิว
มันไม่ง่ายนักกับการยอมให้การยืดเวลาสิ้นสุดลง


หล่อนหยิบมีดออกมาจากฝัก
ใช้ฝักมีดกระเทาะน้ำแข็งซึ่งบัดนี้เริ่มละลายตัวเอง
เวลาที่ถูกแช่แข็งไว้เริ่มเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง
หล่อนค่อยๆปอกเปลือกความจริงด้วยความหวาดหวั่น
กลัวเหลือเกินว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว
สิ่งที่อยู่ลึกที่สุดคือความเข้าใจผิดของหล่อนเอง


...ความจริงที่ไม่จริง...


หล่อนปอกอย่างไม่หยุดหย่อน
และพักมีดเมื่อปอกความจริงไปได้ครึ่งหนึ่ง
พบว่าเลือดแดงฉานเริ่มไหลออกมาจากความจริง
ด้วยความตกใจ หล่อนทำมีดหลุดมือ
มีดปักลงที่เท้าขวาซึ่งเป็นเท้าที่หล่อนใช้เริ่มออกเดินเสมอ
เลือดไหลออกมาจากเท้า แต่หล่อนไม่สนใจ


หล่อนเขยกไปที่อ่างล้านจาน
แล้วแช่ความจริงไว้ในกะละมังที่มีน้ำอยู่เต็ม
หล่อนเริ่มรู้สึกปวดที่เท้าขวาหนึบๆ
แต่หล่อนพยายามเพิกเฉย
หล่อนผินสายตากลับไปมอง
ควมเสมือนจริงกำลังรออยู่บนโต๊ะ
หล่อนจึงเขยกกลับไปช้าๆ
ก้มลงหยิบมีดที่พื้น มองความเสมือนจริงอย่างชั่งใจ
ก่อนจะค่อยๆจรดคมมีดลง




...ด้วยความไหวหวั่น...




ทันทีที่คมมีดชำแรกผ่านเนื้อความเสมือนจริงเข้าไป
เหมือนมีเข็มปลายแหลมที่ลนไฟมาแล้วอย่างดีแทงเข้ามาที่หัวใจ
หล่อนทรุดลงกับพื้น
ความเสมือนจริงยังเย็นฉ่ำอยู่ในมือ
คือความกลัวที่แล่นปราดเข้ามา
หล่อนกลัวว่าเมื่อปอกความเสมือนจริงมากเท่าไหร่
หล่อนจะสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่เคยเชื่อมาตลอดมากขึ้นเท่านั้น
และหากทุกอย่างกลับตาลปัตร
ไม่มีสิ่งใดเป็นอย่างที่เคยเป็น


...


หล่อนจะจัดการกับความรวดร้าวในใจอย่างไรดี


...


มันคงสายไปแล้ว
ตั้งแต่หล่อนหยิบความจริงและความเสมือนจริงออกมาจากตู้เย็น
เวลาที่ถูกหยุดไว้ ณ บัดนี้มันเริ่มเดินอีกครั้ง
หล่อนไม่รู้ว่า
นี่เป็นการปล่อยให้เวลาเดินไปข้างหน้า หรือเป็นการนับเวลาถอยหลังกันแน่


...


หล่อนคว้าความจริงจากกะละมัง
อีกมือหนึ่งยังถือความเสมือนจริงเอาไว้แน่น
เปิดตู้เย็นแล้วปาพวกมันเข้าช่องฟรีซเหมือนเดิม
ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่า


...


ไม่ทันแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

คนสองคนบนโลกกว้างใหญ่




กลางดึกคืนหนึ่งคืนไหน

เธอกับฉัน-มุ่งตรงสู่ทะเล
















รถคันเล็ก กับ คนธรรมดาสองคนบนโลกใบใหญ่


















เธอกับฉัน-ฝ่าความมืดกันไป
จับมืออุ่นไอ
เธอกับฉัน-สบตากัน-ในโลกกว้างใหญ่




















เสียงคลื่นซัดสาด
จันทร์สลัว
ทรายละเอียดละเลียดลื่น
ดาวกระพริบริบหรี่





















เธอกับฉัน-โอบกอดกัน
คนธรรมดาสองคน
เธอกับฉัน-ฟังเสียงหัวใจเต้นดัง





เราจูบกันในความมืดมิด
ตกหลุมรัก-ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า
ดุจดังครั้งแรกที่พบเจอ





เราจูบกัน-กาลเวลาหยุดนิ่ง
คนสองคนบนโลกใบใหญ่









รู้สึกไหม?





ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว





รู้สึกไหม?





สบตากันแล้วหวั่นไหว





รู้สึกไหม?



















...หลงรักหลอมละลาย...




















เราจูบกันในความมืดมิด
ตกหลุมรัก-ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า
เธอกับฉัน















...คนสองคนบนโลกกว้างใหญ่...









































-ไม่ต้องการใครอีกแล้ว-

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

หลุมดำ

กระโจนลงไปในหุบเหวไร้ก้น

ไม่มีจุดเริ่มต้น - ไร้จุดสิ้นสุด

ลอยละลิ่วกลางอากาศ







-ช่วงเวลาที่ทุกสิ่งหยุดนิ่ง-







ลืมเลือนแม้กระทั่งลมหายใจ







...ไร้อดีต - ปราศจากอนาคต...






หัวสมองว่างโล่ง
ลมหายใจว่างเปล่า
หลุดพ้นจากความคิดคำนึง
ปลดปล่อยพันธนาการแห่งผิดชอบชั่วดี
แหวกว่ายอยู่ในธาราแห่งผัสสะ







ว่างเปล่า









นาทีที่ ความจริง-ความลวง หลอมเป็นหนึ่งเดียว

ไม่มี ...เรา-ความรัก... ไม่มี
ไม่มี ...ความผูกพัน-ความทรงจำ... ไม่มี
ไม่มีอะไร ...คงอยู่-คงเหลือ... ไม่มี

บดขยี้ ความจริง-ความลวง ให้แหลกไปเสียสิ้น







หุบเหวไร้ก้น

อันตราย-ดึงดูด-ท้าทาย

กระโจนลงไป










...ลืมเลือนแม้กระทั่งลมหายใจ...

เงา

เงา

ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไม่ต่างอะไรกับเงา

เพราะเมื่อดวงอาทิตย์สาดส่อง

กระทบเงาเสี้ยววินาที

ความจริงกระจ่างชัดขึ้น

เงา




...




พลันสูญสลาย





...





อยู่ได้ในความมืด




...




เงา

แสนเศร้า




เจ้าเงาตัวร้าย

กลืนกายในความมืด




...




รอคอย




...




ช่วงเวลาที่อาทิตย์อับแสง

เวลาที่อาทิตย์อ่อนแรง

เงาจะปรากฎกาย





ยึดครองร่าง





อย่างเริงร่า






...






เจ้าเงาตัวร้าย

ยิ้มหวาน

แม้รู้ว่านั่นยังไม่พอ





อ่อนแรง

เหนื่อย





...





มากมายเพียงใด





...




เงา

ก็ยังเป็นได้แค่เงา





...


...


...





ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไม่ต่างอะไรกับเงา

เพราะเมื่อดวงอาทิตย์สาดส่อง

กระทบเงาเสี้ยววินาที

ความจริงกระจ่างชัดขึ้น

เงา




...











พลันสูญสลาย

เพราะหิมะไม่ตกในเมืองไทย

หิมะไม่ตกในเมืองไทย



...



กันยายนเป็นเดือนแห่งฝน
สายลมมักจะมีกลิ่นไอฝน
ท้องฟ้ามีเมฆมาก
อีกไม่นานจะเข้าหน้าหนาว
แต่เมืองไทย ต่อให้หนาวแค่ไหน หิมะก็ไม่ตก
แต่ที่แน่ๆคือแดดหน้าหนาวสวยมาก



...



คุณเชื่อในเรื่องบังเอิญไหม?



...



กันยายน 2552
ฝนตกวันเว้นวัน



...



ใกล้จะเข้าหน้าหนาวแล้ว
แต่ต่อให้หนาวแค่ไหน หิมะก็ไม่ตกในเมืองไทย



...



ลมฝนฤดูนี้เย็นไม่ใช่ย่อย
ฟ้าร้องโครมคราม
มันรู้สึกดีขึ้นมากตอนที่มีคนเป็นห่วง
ความกลัวลดน้อยลงไปเยอะ



...



หิมะไม่ตกในเมืองไทย



...



กงล้อแห่งโชคชะตาล่ะ?



...



หิมะจะตกหรือไม่ตกก็ช่างหัวหิมะมันเหอะ
รอดูแดดสวยๆในหนาวนี้กันดีกว่า
ไม่ว่าจะหนาวนี้หรือหนาวหน้า เชื่อได้ว่าแดดสวยทุกหนาว
รอดูแดดสวยๆ
แล้วอุ่นลมหนาวด้วยกันนะ



...



จุดตัดของเวลา?



...



อีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นปี
ลมหนาวตอนสิ้นปีคงอุ่นมาก





.

.

.





เพราะหิมะไม่ตกในเมืองไทยไงล่ะ



ระบำหิ่งห้อย

เมืองใหญ่

สายฝนโปรยปราย

หิ่งห้อย

หยุดปีกหลบฝน

ท่ามกลางกระแสเวลา

หยุดปีกจ้องมองแสงสีทอง

หลังจากอาบละอองน้ำเย็นฉ่ำ

หลังจากโบยบินในโลกจำลอง


...


ก่อนที่ฝนจะหยุด

เพียงความอบอุ่นวาบเดียวจากแสงจันทร์


...


ก่อนที่ฝนจะหยุด

เพียงสัมผัสความอาวรณ์ของต้นหญ้า


...



ก่อนที่ฝนจะหยุด

เพียงรู้ว่าแสงเล็กๆของมันมีค่าพอจะทิ้งร่องรอยไว้ในความทรงจำของโลกจำลอง


...


ก่อนที่ฝนจะหยุด

คนๆหนึ่งจะรับรู้ว่าความปรารถนาในการเก็บเวลานั้นรุนแรงและลึกซึ้งเพียงใด



...



ก่อนที่ฝนจะหยุด

และโลกจำลองจะแตกสลาย


ความสุขเป็นยังไง

หวานวาบและกำซาบแค่ไหน



...


ถ้าภาวะว่างเปล่าทำให้เราไปสู่จุดๆหนึ่งได้

ก็อยากจะโลดแล่นไปในแสงสีจัดจ้านนี้

เต้นรำ - ไร้สติ



...




รับรู้เพียงแค่ชีวิตหยุดอยู่กับนาทีนี้

นาทีต่อไปจะเป็นอย่างไร

จะบินสะเปะสะปะไปทิศไหน




.
.
.



หิ่งห้อยไม่รู้อะไรทั้งนั้น

หมุนรอบดวงดาว

ฉันยิ้มให้เธอ
เธอยิ้มให้ฉัน

ฉันคุยกับเธอ
เธอคุยกับฉัน

ต่างมุมมองกัน
ต่างผ่านคืนและวัน


ขณะนั้น สิ่งที่เรียกว่า เวลา ค่อยๆหมุนไป



เราต่างเดินทางมาไกล


...


ฉันยิ้มให้เธอ
เธอคุยกับฉัน

ร่วมผ่านคืนและวัน
เช้า-สาย-บ่าย-ค่ำ
เสพย์ความรู้สึกในถ้อยคำ
ละเลียดความไหวหวั่น



นาทีที่เราหมุนรอบดวงดาว
ฉัน-เธอ
ณ ใจกลางโลก



ผืนดิน แผ่นฟ้า
ไกล-ใกล้
ไร้จุดเริ่มต้น
ขนานกันไร้จุดจบ



เวลาหมุนไป
ต่อให้โลกแหลกสลาย
เวลาคือสิ่งเดียวที่เป็นนิรันดร์



ผืนดิน แผ่นฟ้า
ไกล-ใกล้
เวลายังคงเป็นนิรันดร์




...



ด้วยความยินดีและขอบคุณ

อยากให้โลกเอียงแบบนี้ไปเรื่อยๆ

เส้นแบ่งของความฝันกับความจริง
มันชัดเจนขึ้นตอนที่ความเอียงของโลกมันกลับมาอยู่ในระนาบเดิม
ความรู้สึกหวิวๆยังทำให้หัวสมองมึนตื้อ


ถ้าจะบอกว่าอยากจะมึนๆอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆจะฟังดูแปลกไหม?


...อยากให้โลกมันเอียงแบบนี้ไปเรื่อยๆ...



มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะลอยละล่องอยู่บนไวกิ้งไปตลอดชีวิต
แต่ช่วงเวลาที่เวลาหยุด - และเราลืมเลือนทุกสิ่ง




มันเป็นความสุขจนแทบจะร้องไห้
จนแทบจะไม่อยากกลับมาอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง





ท่ามกลางแสงสีแดงอันพร่างพราย
ความรู้สึกเหมือนฝันที่กำลังโอบกอดเราอยู่





จะบ้ามากมั้ยที่จะยินยอมอยู่บนไวกิ้งไปตลอดชีวิตจริงๆ


...
แม้สุดท้ายจะมีแค่เราบนเรือลำนี้ก็ตาม

กาลครั้งหนึ่ง...โลกเอียง

ครั้งล่าสุดที่ไปสวนสนุกก็หลายปีมากแล้ว
เครื่องเล่นชิ้นโปรดในสวนสนุกของฉันคือ ไวกิ้ง และ รถไฟเหาะตีลังกา
ฉันชอบความรู้สึกหยุดค้างกลางอากาศ ก่อนจะทิ้งดิ่งลงมา





สายลมที่ปะทะใบหน้า
โลกในอีกมุมมองนึง
รู้สึกหวิวๆในช่องท้อง
ความรู้สึกปลดปล่อย สมองโล่ง และไม่ต้องคิดอะไรในชั่วขณะนั้น







เป็นความรู้สึกวิเศษที่พอจะเทียบเท่ากับวินาทีแรกที่กินไอติม
วินาทีแรกที่เนื้อตัวเย็นๆสัมผัสกับผ้าขนหนูอุ่นๆ
วินาทีแรกที่สูดเอาอากาศเข้าไปเต็มปอดหลังจากที่เพิ่งขึ้นจากน้ำ














มันเป็นความรู้สึกสดชื่น
และรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสวยงาม
มันทำให้ใจหวิว
และก็ทำให้เรื่องอื่นใดไม่สำคัญอีกต่อไป











เป็นช่วงเวลาที่เราพร้อมจะลืมเลือนทุกอย่าง
ลืมไปหมดว่าเราเป็นใคร
ลืมไปหมดว่าสิ่งที่เราต้องทำคืออะไร
นาทีนั้นเหตุผลและความจริงถูกเรือไวกิ้งเหวี่ยงออกไปยังปลายฟ้า
คงเหลือแต่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ลืมเลือนทุกอย่างในโลก
คือตัวฉัน...ที่ตอนนี้ไม่อยากสนใจอะไรอีกต่อไป










เพียงแค่อยากจะดื่มด่ำความรู้สึกในโมงยามที่โลกเอียง
...เสี้ยววินาทีสั้นๆนี้...
...ก่อนที่มันจะผ่านพ้นไป...
ฉันขอเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง
คนที่อยากจะโอบกอดโลกเอียงๆใบนี้ไว้
...อย่างสัตย์ซื่อต่อหัวใจตนเองที่สุด...



วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

Remember

ท่ามกลางความมืดมิด หญิงสาวนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แสงไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง

*** *** ***

ฉันคอยมาตลอดว่าเมื่อไหร่เธอจะกลับมา
เธอกระซิบกับอกเขา อ้อมกอดอุ่นที่เธอโหยหามาทั้งชีวิตบัดนี้ชิดใกล้อยู่แนบกาย ...เพียงแค่เงยหน้าขึ้น ก็พบกับแววตาที่ทำให้เธอลืมเลือนทุกอย่างในโลก
เธอรักฉันไหม
...
รักสิรัก ...ผมรักคุณ
เขากอดกระชับเธอแน่นขึ้น และจูบเธอเนิ่นนาน
ทั้งสองแทบจะละลายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว จมลงในความเงียบงัน กลิ่นของบางอย่างที่คล้ายกับความรักอบอวลอยู่ในห้อง
เธอยอมแลกทุกสิ่งเพื่อกักขังอยู่ในห้วงเวลานี้ ...ทุกสิ่งทุกอย่าง

*** *** ***

จดหมายฉบับล่าสุดนั่นอะไรน่ะ
ก็คำตอบที่ว่าทำไมวันนั้นเราถึงไม่คุยกับเธอ ไม่ไปอยู่ใกล้ๆ เธอเลยไงล่ะ
เล่นบ้าอะไรของเธอเนี่ย
บ้าตรงไหน ...ก็แค่อยากแอบมองคนที่ชอบอยู่ไกลๆ ...ก็แค่นั้นเอง

*** *** ***

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
เธอหยิบมันขึ้นมาจากโต๊ะ ...และมองชื่อของคนที่โทรเข้ามาอย่างแปลกใจ
สวัสดีค่ะ
...เงียบ...
ว่าไง ...โทรมามีไรเหรอ
...เงียบ...
เธอนิ่งฟังและรอคอย รู้ว่าปลายสายยังคงอยู่ตรงนั้น
...เงียบ...
คิดถึงนะ
...
อะไรนะ?
... ... ...
แค่นี้แหละ
...
แล้วปลายสายก็ตัดไป

*** *** ***

ท่ามกลางความมืดมิด หญิงสาวยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แสงสว่างจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นภาพถ่ายต่างขนาดมากมายที่ติดอยู่ทั่วทุกมุมของห้อง มันเป็นภาพสถานที่ต่างๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สนามหลวง สวนสยาม ไล่เลยไปจนถึงชายหาดขาวสะอาด น้ำทะเลสีฟ้าสวย อาทิตย์ยามลับขอบฟ้า ทุ่งดอกกระเจียว น้ำตกจากผาสูง และใบหน้าด้านข้างของผู้ชายคนหนึ่ง ...คนที่ตรึงเธอไว้ราวกับใช้เวทมนตร์
ทุกภาพเป็นภาพสี สะท้อนความงดงามของแต่ละสถานที่ได้อย่างน่าชื่นชม หากมีเพียงชายหนุ่มนั้นที่อยู่ในภาพขาวดำ
เธอจุดบุหรี่ขึ้นสูบ สูดลมหายใจลึก พ่นควันขาวขึ้นไปเบื้องบน
ท้องฟ้ามืดมิด บัดนี้แกมด้วยสีแดง กลิ่นไอฝนละล่องมาตามลม

*** *** ***

รักสิ ...เราสองคนเลยขีดขั้นของคำว่า “คนรัก” มาแล้วนะ
หมายความว่าไง
ไม่รู้สิ ...อยู่เงียบๆ ทีไร ก็คิดถึงเธอขึ้นมาทุกที ...ทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วแท้ๆ
...
ที่เราต้องพูดออกไปอย่างนั้น เพราะเราไม่อยากให้ความสัมพันธ์ทั้งเรากับเขา และเรากับเธอ ต้องสะบั้นลง
หมายความว่าไง
ก็ถึงแม้ว่าเราจะคบกับเขาอยู่ แต่เราก็ไม่เคยลืมเธอ เธอยังสำคัญสำหรับเรานะ
...ที่เธอพูดว่า “รัก” เธอหมายความอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม...
รักเธอนะ ...จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ

*** *** ***
ควันสุดท้ายล่องลอยไปกับสายฝนที่พรำน้อยๆ อยู่เบื้องนอก
ภายในห้องยังคงมืดสนิท

คิดถึงนะ
...

คือความคิดถึงที่เต็มตื้นอยู่ในอก
คือความรักและความทรงจำที่เธอพยายามจะลืมมัน
บัดนี้ ชัดแล้ว ...ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ลืมเขาไม่ได้
ชัดแล้วว่าเธอลืมรักนี้ไม่ได้
...เช่นเดียวกับที่เขาเองก็ลืมเธอไม่ได้ ...ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ก็ตาม

ปล่อยให้รักนี้เติบโตและผลิบานอย่างเดียวดายต่อไปดีไหม
เมื่อป่วยการที่จะพยายามหลีกหนี ป่วยการที่จะพยายามเริ่มต้นใหม่กับใคร

ใจเธอคล้ายมีแสงสว่างเล็กๆ วูบขึ้น

ภาพขาวดำของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนเป็นภาพสวยงามแสนเศร้ารูปหนึ่ง
ภาพของคนสองคนที่เดินจูงมือกันอยู่ริมทะเล
แสงของอาทิตย์ยามเช้าสาดแสงสว่างไสว เกลียวคลื่นสองประกายสีทองจับใจในภาพนั้น

ระยิบระยับ ...หยดน้ำบนดวงตาของหญิงสาว ณ ตอนนี้

เธอรินน้ำตาและมองภาพนั้นอย่างตื้นตัน
โอบกอดตัวเองไว้ อบอุ่นราวกับคนที่เธอรักกำลังตระกองกอดเธออยู่
ความอบอุ่นที่ประทับตรึงอยู่ในความทรงจำ

ฝนหยุดตกแล้ว ...เช่นเดียวกับที่เธอเองก็หยุดร้องไห้นานแล้ว
หากน้ำตาหยดนี้คือคำสัญญาว่าต่อแต่นี้ไป ...เธอจะถนอมรักนี้ไว้กับใจ
ความรักไม่เคยไปจากเธอ ...แม้ข้างเธอจะไร้เงาของใครคนหนึ่งคนนั้น
แต่ความรักก็ไม่เคยไปจากเธอ
แม้กาลเวลาได้หมุนเวียนจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ...ไปจนชั่วกาล




คิดถึงนะ
...
ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน

เธอกระซิบเบาๆ กับตัวเอง ขณะที่สายฝนได้โปรยปรายลงมาอีกครั้ง...

Raining Night

มันไม่เกี่ยวกับโชคชะตา
และไม่เกี่ยวกับพรหมลิขิต
และมันไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งนั้น





...ที่ขณะนี้...





เธอกำลังเดินอยู่ท่ามกลางสายฝน
สายฝนที่โปรยปรายลงมาบางเบา
บางเบาเท่ากับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ของเธอในขณะนี้






เธอเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน
มุ่งหน้ากลับบ้าน
ความเครียดจากการงานดูจะสลายไปบ้างเมื่อพบกับความมืดที่อวลกลิ่นประหลาดมากับสายฝน






เธอเงยหน้ามองละอองฝนที่ตกกระทบกับแสงไฟริมทาง
ราวกับหิ่งห้อยพันล้านตัวกำลังเริงระบำกันอย่างเงียบเหงา
เงียบเหงาและเงียบเชียบ






ภาพของละอองน้ำสีทองส่องประกายกลางความมืดในค่ำคืนนี้สะกดให้เธอหยุดนิ่งอยู่กับที่






...งดงามและแสนเศร้า...






ร่มคันน้อยพลันหลุดมือปลิดปลิวไปกับสายลม
หากเธอไม่สนใจที่จะเก็บ

ร่มนั้นลอยไปและหยุดนิ่งอยู่ที่ปลายเท้าของชายผู้หนึ่ง
หล่อเหลาราวกับเทพบุตรในนิยาย

มันคงเป็นเหมือนดังละครหากเขาจะหยิบร่มคันนั้นขึ้นมา
ก่อนที่จะเงยหน้ามองเห็นหญิงสาวตรงหน้า และประทับใจในความเปล่าดายของเธอ

หากเขากลับเดินผ่านไป
และละครองก์หนึ่งองก์ใดก็ไม่เคยเกิดขึ้น







หญิงสาวยังคงไม่รู้สึกตัว
เธอยังคงยืนมองละอองทองนั้น
และยิ้มให้กับความเงียบในค่ำคืนนี้
ยิ้มให้กับความโรแมนติค...ที่เกิดขึ้นภายในหัวใจของเธอ
อันแสนจะเพ้อเจ้อและไร้สาระ






หากเมื่อหิ่งห้อยน้อยนั้นตกกระทบลงบนใบหน้า
ทิ้งความเย็นไว้อย่างแผ่วเบา
หญิงสาวก็หลับตาดื่มด่ำ
...ดื่มด่ำอย่างเหลือแสน...
ก่อนจะลืมตาและเดินไปเก็บร่ม
ทิ้งถนนสีทองไว้เบื้องหลัง




...




ความรักของเธอคล้ายไม่เคยเกิดขึ้น
หากมันมีอยู่จริง
และติดตรึงเนิ่นนานนัก

เป็นความรักลึกซึ้งซึ่งเธอมีไว้กับชายคนหนึ่ง
คล้ายเป็นดังกาลเวลาที่ผ่านเลย ผนึกไว้ภายใต้ความทรงจำ






...






คืนนี้
เมื่อเธอแลเห็นประกายทองละล่องบนท้องฟ้า
ท่ามกลางถนนอันเหว่ว้า

เธอก็รู้ว่า
ความรักของเธอนั้นมีชีวิตเป็นอมตะ
ตราบจนสิ้นกาล

เป็นความอิ่มหวาน
ที่มอบไว้ให้กับเขา ..ชายแปลกหน้าในคืนวันจันทร์กระจ่างฟ้า
ผู้บังเอิญผ่านเพียงพบ
และเขาไม่เคยไม่รับรู้การมีอยู่ของเธอ
...หญิงสาวแปลกหน้า...







หากวินาทีนั้น ...ละครองก์แรกและองก์เดียว ...ได้เกิดขึ้นแล้ว









...ไม่เคยลบเลือน...