วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

Remember

ท่ามกลางความมืดมิด หญิงสาวนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง แสงไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง

*** *** ***

ฉันคอยมาตลอดว่าเมื่อไหร่เธอจะกลับมา
เธอกระซิบกับอกเขา อ้อมกอดอุ่นที่เธอโหยหามาทั้งชีวิตบัดนี้ชิดใกล้อยู่แนบกาย ...เพียงแค่เงยหน้าขึ้น ก็พบกับแววตาที่ทำให้เธอลืมเลือนทุกอย่างในโลก
เธอรักฉันไหม
...
รักสิรัก ...ผมรักคุณ
เขากอดกระชับเธอแน่นขึ้น และจูบเธอเนิ่นนาน
ทั้งสองแทบจะละลายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว จมลงในความเงียบงัน กลิ่นของบางอย่างที่คล้ายกับความรักอบอวลอยู่ในห้อง
เธอยอมแลกทุกสิ่งเพื่อกักขังอยู่ในห้วงเวลานี้ ...ทุกสิ่งทุกอย่าง

*** *** ***

จดหมายฉบับล่าสุดนั่นอะไรน่ะ
ก็คำตอบที่ว่าทำไมวันนั้นเราถึงไม่คุยกับเธอ ไม่ไปอยู่ใกล้ๆ เธอเลยไงล่ะ
เล่นบ้าอะไรของเธอเนี่ย
บ้าตรงไหน ...ก็แค่อยากแอบมองคนที่ชอบอยู่ไกลๆ ...ก็แค่นั้นเอง

*** *** ***

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
เธอหยิบมันขึ้นมาจากโต๊ะ ...และมองชื่อของคนที่โทรเข้ามาอย่างแปลกใจ
สวัสดีค่ะ
...เงียบ...
ว่าไง ...โทรมามีไรเหรอ
...เงียบ...
เธอนิ่งฟังและรอคอย รู้ว่าปลายสายยังคงอยู่ตรงนั้น
...เงียบ...
คิดถึงนะ
...
อะไรนะ?
... ... ...
แค่นี้แหละ
...
แล้วปลายสายก็ตัดไป

*** *** ***

ท่ามกลางความมืดมิด หญิงสาวยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม แสงสว่างจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นภาพถ่ายต่างขนาดมากมายที่ติดอยู่ทั่วทุกมุมของห้อง มันเป็นภาพสถานที่ต่างๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สนามหลวง สวนสยาม ไล่เลยไปจนถึงชายหาดขาวสะอาด น้ำทะเลสีฟ้าสวย อาทิตย์ยามลับขอบฟ้า ทุ่งดอกกระเจียว น้ำตกจากผาสูง และใบหน้าด้านข้างของผู้ชายคนหนึ่ง ...คนที่ตรึงเธอไว้ราวกับใช้เวทมนตร์
ทุกภาพเป็นภาพสี สะท้อนความงดงามของแต่ละสถานที่ได้อย่างน่าชื่นชม หากมีเพียงชายหนุ่มนั้นที่อยู่ในภาพขาวดำ
เธอจุดบุหรี่ขึ้นสูบ สูดลมหายใจลึก พ่นควันขาวขึ้นไปเบื้องบน
ท้องฟ้ามืดมิด บัดนี้แกมด้วยสีแดง กลิ่นไอฝนละล่องมาตามลม

*** *** ***

รักสิ ...เราสองคนเลยขีดขั้นของคำว่า “คนรัก” มาแล้วนะ
หมายความว่าไง
ไม่รู้สิ ...อยู่เงียบๆ ทีไร ก็คิดถึงเธอขึ้นมาทุกที ...ทั้งที่เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วแท้ๆ
...
ที่เราต้องพูดออกไปอย่างนั้น เพราะเราไม่อยากให้ความสัมพันธ์ทั้งเรากับเขา และเรากับเธอ ต้องสะบั้นลง
หมายความว่าไง
ก็ถึงแม้ว่าเราจะคบกับเขาอยู่ แต่เราก็ไม่เคยลืมเธอ เธอยังสำคัญสำหรับเรานะ
...ที่เธอพูดว่า “รัก” เธอหมายความอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม...
รักเธอนะ ...จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ

*** *** ***
ควันสุดท้ายล่องลอยไปกับสายฝนที่พรำน้อยๆ อยู่เบื้องนอก
ภายในห้องยังคงมืดสนิท

คิดถึงนะ
...

คือความคิดถึงที่เต็มตื้นอยู่ในอก
คือความรักและความทรงจำที่เธอพยายามจะลืมมัน
บัดนี้ ชัดแล้ว ...ไม่ว่าจะอย่างไร เธอก็ลืมเขาไม่ได้
ชัดแล้วว่าเธอลืมรักนี้ไม่ได้
...เช่นเดียวกับที่เขาเองก็ลืมเธอไม่ได้ ...ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ก็ตาม

ปล่อยให้รักนี้เติบโตและผลิบานอย่างเดียวดายต่อไปดีไหม
เมื่อป่วยการที่จะพยายามหลีกหนี ป่วยการที่จะพยายามเริ่มต้นใหม่กับใคร

ใจเธอคล้ายมีแสงสว่างเล็กๆ วูบขึ้น

ภาพขาวดำของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนเป็นภาพสวยงามแสนเศร้ารูปหนึ่ง
ภาพของคนสองคนที่เดินจูงมือกันอยู่ริมทะเล
แสงของอาทิตย์ยามเช้าสาดแสงสว่างไสว เกลียวคลื่นสองประกายสีทองจับใจในภาพนั้น

ระยิบระยับ ...หยดน้ำบนดวงตาของหญิงสาว ณ ตอนนี้

เธอรินน้ำตาและมองภาพนั้นอย่างตื้นตัน
โอบกอดตัวเองไว้ อบอุ่นราวกับคนที่เธอรักกำลังตระกองกอดเธออยู่
ความอบอุ่นที่ประทับตรึงอยู่ในความทรงจำ

ฝนหยุดตกแล้ว ...เช่นเดียวกับที่เธอเองก็หยุดร้องไห้นานแล้ว
หากน้ำตาหยดนี้คือคำสัญญาว่าต่อแต่นี้ไป ...เธอจะถนอมรักนี้ไว้กับใจ
ความรักไม่เคยไปจากเธอ ...แม้ข้างเธอจะไร้เงาของใครคนหนึ่งคนนั้น
แต่ความรักก็ไม่เคยไปจากเธอ
แม้กาลเวลาได้หมุนเวียนจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ...ไปจนชั่วกาล




คิดถึงนะ
...
ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน

เธอกระซิบเบาๆ กับตัวเอง ขณะที่สายฝนได้โปรยปรายลงมาอีกครั้ง...

Raining Night

มันไม่เกี่ยวกับโชคชะตา
และไม่เกี่ยวกับพรหมลิขิต
และมันไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งนั้น





...ที่ขณะนี้...





เธอกำลังเดินอยู่ท่ามกลางสายฝน
สายฝนที่โปรยปรายลงมาบางเบา
บางเบาเท่ากับความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ของเธอในขณะนี้






เธอเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน
มุ่งหน้ากลับบ้าน
ความเครียดจากการงานดูจะสลายไปบ้างเมื่อพบกับความมืดที่อวลกลิ่นประหลาดมากับสายฝน






เธอเงยหน้ามองละอองฝนที่ตกกระทบกับแสงไฟริมทาง
ราวกับหิ่งห้อยพันล้านตัวกำลังเริงระบำกันอย่างเงียบเหงา
เงียบเหงาและเงียบเชียบ






ภาพของละอองน้ำสีทองส่องประกายกลางความมืดในค่ำคืนนี้สะกดให้เธอหยุดนิ่งอยู่กับที่






...งดงามและแสนเศร้า...






ร่มคันน้อยพลันหลุดมือปลิดปลิวไปกับสายลม
หากเธอไม่สนใจที่จะเก็บ

ร่มนั้นลอยไปและหยุดนิ่งอยู่ที่ปลายเท้าของชายผู้หนึ่ง
หล่อเหลาราวกับเทพบุตรในนิยาย

มันคงเป็นเหมือนดังละครหากเขาจะหยิบร่มคันนั้นขึ้นมา
ก่อนที่จะเงยหน้ามองเห็นหญิงสาวตรงหน้า และประทับใจในความเปล่าดายของเธอ

หากเขากลับเดินผ่านไป
และละครองก์หนึ่งองก์ใดก็ไม่เคยเกิดขึ้น







หญิงสาวยังคงไม่รู้สึกตัว
เธอยังคงยืนมองละอองทองนั้น
และยิ้มให้กับความเงียบในค่ำคืนนี้
ยิ้มให้กับความโรแมนติค...ที่เกิดขึ้นภายในหัวใจของเธอ
อันแสนจะเพ้อเจ้อและไร้สาระ






หากเมื่อหิ่งห้อยน้อยนั้นตกกระทบลงบนใบหน้า
ทิ้งความเย็นไว้อย่างแผ่วเบา
หญิงสาวก็หลับตาดื่มด่ำ
...ดื่มด่ำอย่างเหลือแสน...
ก่อนจะลืมตาและเดินไปเก็บร่ม
ทิ้งถนนสีทองไว้เบื้องหลัง




...




ความรักของเธอคล้ายไม่เคยเกิดขึ้น
หากมันมีอยู่จริง
และติดตรึงเนิ่นนานนัก

เป็นความรักลึกซึ้งซึ่งเธอมีไว้กับชายคนหนึ่ง
คล้ายเป็นดังกาลเวลาที่ผ่านเลย ผนึกไว้ภายใต้ความทรงจำ






...






คืนนี้
เมื่อเธอแลเห็นประกายทองละล่องบนท้องฟ้า
ท่ามกลางถนนอันเหว่ว้า

เธอก็รู้ว่า
ความรักของเธอนั้นมีชีวิตเป็นอมตะ
ตราบจนสิ้นกาล

เป็นความอิ่มหวาน
ที่มอบไว้ให้กับเขา ..ชายแปลกหน้าในคืนวันจันทร์กระจ่างฟ้า
ผู้บังเอิญผ่านเพียงพบ
และเขาไม่เคยไม่รับรู้การมีอยู่ของเธอ
...หญิงสาวแปลกหน้า...







หากวินาทีนั้น ...ละครองก์แรกและองก์เดียว ...ได้เกิดขึ้นแล้ว









...ไม่เคยลบเลือน...